
ทางการอินโดนีเซียเปิดเผยในวันนี้ (20 ก.พ.) ว่า อินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียไว้ที่ระดับ 19% ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้
การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวระหว่างแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาที่กินเวลานานหลายเดือน โดยเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียลงเหลือ 19% จากอัตราเริ่มต้นที่ 32%
“ข้อตกลงนี้เคารพในอธิปไตยของทั้งสองประเทศ” แอร์ลังกากล่าวจากกรุงวอชิงตันระหว่างการแถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์กับสื่อมวลชนอินโดนีเซีย พร้อมอธิบายว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จแบบ “วิน-วิน” สำหรับทั้งสองฝ่าย
แถลงการณ์ของรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า สินค้าประเภทกาแฟ ช็อกโกแลต ยางธรรมชาติ และเครื่องเทศของอินโดนีเซียจะได้รับการยกเว้นภาษี พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า อินโดนีเซียอาจได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อีกเกือบ 1,700 รายการ รวมถึงน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ
แอร์ลังกากล่าวว่า ผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากอินโดนีเซียจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 0% ภายใต้กลไก “โควตาภาษี” (Tariff-Rate Quota) ซึ่งรายละเอียดจะมีการหารือกันหลังจากการลงนาม
นอกจากนี้ ในระหว่างการเจรจา สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะยกเลิกข้อเรียกร้องในการเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่ใช่ประเด็นทางเศรษฐกิจลงในข้อตกลง ซึ่งรวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และทะเลจีนใต้
แอร์ลังกาเสริมว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงการควบคุมการค้าที่จัดเป็นการถ่ายลำ (Transshipments) จากประเทศจีน เนื่องจากไม่มีการดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวในอินโดนีเซีย
ด้านเอกสารสรุปข้อเท็จจริงจากทำเนียบขาวระบุว่า อินโดนีเซียจะขจัดอุปสรรคทางภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ในทุกภาคส่วน และจะจัดการกับอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น ข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ นอกจากนี้ อินโดนีเซียจะยอมรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ในด้านความปลอดภัยของยานยนต์ การปล่อยมลพิษ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเภสัชภัณฑ์
ขณะเดียวกัน USTR ระบุว่า อินโดนีเซียจะอนุญาตและอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนของสหรัฐฯ ในด้านแร่ธาตุสำคัญและทรัพยากรพลังงาน ภายใต้เงื่อนไขที่คล้ายคลึงกับการปฏิบัติต่อนักลงทุนภายในประเทศของอินโดนีเซียเอง
ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 90 วันหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้น แต่ยังอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หากทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องร่วมกัน
ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อลงนามในข้อตกลงดังกล่าว และเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในวันนี้ ปธน.ปราโบโว และปธน.ทรัมป์ ได้ร่วมลงนามในเอกสาร “การดำเนินการตามข้อตกลงสู่ยุคทองใหม่สำหรับพันธมิตรสหรัฐฯ-อินโดนีเซีย” (Implementation of the Agreement Toward a NEW GOLDEN AGE for the U.S.-Indonesian Alliance) ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่า “จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ บริษัทของอินโดนีเซียและสหรัฐฯ ได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วมกันมูลค่ารวม 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





