
นักเศรษฐศาสตร์จากเพนน์-วอร์ตัน (Penn-Wharton Budget Model: PWBM) ประเมินว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจต้องคืนให้กับผู้ชำระภาษี หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง เห็นว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยนำกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการคว่ำบาตร มาใช้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้า พร้อมส่งเรื่องกลับไปยังศาลการค้าระหว่างประเทศเพื่อกำหนดขั้นตอนต่อไป กระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ เร่งยื่นคำร้องขอคืนภาษี
ลิสเซิล โบลเลอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของเพนน์-วอร์ตัน ระบุว่า การประเมินตัวเลขดังกล่าวจัดทำขึ้นจากแบบจำลองคาดการณ์ที่คำนวณอัตราภาษีแยกตามประเภทสินค้าและประเทศ ครอบคลุมมาตรการภาษีเฉพาะที่ทรัมป์กำหนด รวมถึงภาษีที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยเพนน์-วอร์ตันเป็นสถาบันวิจัยด้านการคลังที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
เคนต์ สเมตเตอร์ส ผู้อำนวยการของเพนน์-วอร์ตันระบุว่า แม้ศาลสูงสุดไม่ได้กล่าวถึงตัวเลข 1.75 แสนล้านดอลลาร์โดยตรง แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวเปิดทางให้มีการเรียกร้องขอคืนเงินได้อย่างชัดเจน และมีแนวโน้มว่าบริษัทส่วนใหญ่จะยื่นขอคืนภาษี ซึ่งจะทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องเป็นผู้จ่ายเงินคืน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเน้นย้ำถึงรายได้จากมาตรการภาษีของเขา โดยสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา (CBO) ประเมินว่า ภาษีทั้งหมดจะสร้างรายได้ราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ หากมีการคืนเงินเต็มจำนวน 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจริง ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่างบประมาณรายจ่ายรวมกันในปีงบประมาณ 2568 ของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ก.พ. 69)





