
แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุลแห่งดิจิทัลอย่างเต็มตัว แต่กระแส “สายมู” หรือความเชื่อเชิงมูเตลูกลับไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง ข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเหล่านี้ได้วิวัฒนาการจากการกราบไหว้ในศาสนสถาน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผ่านเครื่องประดับและอุปกรณ์ดิจิทัลที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียโดย บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ในช่วงวันที่ 19 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2569 พบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่คือการมองหา “เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เข้าถึงง่าย” และต้องสอดรับกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ
ส่อง 5 ไอเทมยอดฮิต: เสื้อสีมงคลครองแชมป์เบอร์หนึ่ง

จากการจัดอันดับตามปริมาณการกล่าวถึง (Mention Volume) พบว่าไอเทมที่ชาวโซเชียลให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่
• เสื้อสีมงคล (38.2%) – ไอเทมสายมูที่ผสานเข้ากับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน โดยมีปริมาณการกล่าวถึงสูงสุดเป็นอันดับ 1 ปัจจัยหลักที่ทำให้ไอเทมนี้ได้รับความนิยมสูงสุดคือความยืดหยุ่นและการนำไปใช้ได้จริง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ โดยมีพฤติกรรมร่วมของผู้บริโภคคือการเช็กตารางสีมงคลประจำวันก่อนเริ่มวันใหม่ ซึ่งกลายเป็น Routine ยอดฮิตที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ได้อย่างง่ายดาย
• กังหันแชกงหมิว (26.3%) – เครื่องรางนำโชคชื่อดังจากวัดแชกงหมิว ฮ่องกง ตามมาเป็นอันดับ 2 ความน่าสนใจของไอเทมนี้คือกระแสการบอกต่อเชิงบวกถึงคุณสมบัติด้านการพลิกร้ายกลายเป็นดีปกป้องสิ่งชั่วร้าย และเสริมดวงการค้าขาย นอกจากนี้ กราฟความสนใจที่พุ่งสูงยังสอดรับกับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อที่ชาวโซเชียลนิยมเดินทางไปเที่ยวและทำบุญมูเตลูในเวลาเดียวกัน
• เบอร์มงคล (18.8%) – ไอเทมดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ตัวผู้คนมากที่สุดถูกกล่าวถึงเป็นอันดับ 3 โดยในยุคดิจิทัลที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นอวัยวะสำคัญ เบอร์โทรศัพท์จึงกลายเป็นจุดเชื่อมโยงทางความเชื่อที่ผู้คนมองว่าสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายและจับต้องผลลัพธ์ได้ชัดเจน โดยพฤติกรรมบนโซเชียลส่วนใหญ่มักเป็นการผูกโยงเข้ากับศาสตร์แห่งตัวเลข เพื่อเฟ้นหาชุดตัวเลขที่สอดรับกับพื้นดวง หรือตัวเลขที่ช่วยส่งเสริมพลังบวกในด้านที่ต้องการเฉพาะบุคคล
• หินมงคล (6.9%) – เครื่องประดับสายมูที่โดดเด่นด้านความสวยงามถูกกล่าวถึงเป็นอันดับ 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หินมงคลครองใจผู้บริโภคคือการเปิดโอกาสให้เกิด Personalization หรือการที่ผู้สวมใส่สามารถ Custom หินมงคลเป็นกำไลข้อมือ เครื่องประดับ หรือหินประดับตั้งโต๊ะได้ตามใจชอบ พร้อมทั้งสามารถเลือกชนิดของหินเพื่อเสริมจุดเด่นหรืออุดรอยรั่วในดวงชะตา และก่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างแฟชั่นและความเชื่อนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• เครื่องรางญี่ปุ่น หรือ โอมาโมริ (3.5%) – ของขลังสไตล์มินิมอล ถูกกล่าวถึงเป็นอันดับ 5 โดยโอมาโมริมีจุดแข็งคือดีไซน์ที่มีรูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์และครอบคลุมการขอพรที่หลากหลาย ประกอบกับการมีพลัง Soft Power จากสื่อบันเทิงและภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาทำให้เครื่องรางประเภทนี้ดูเข้าถึงง่าย เป็นมิตร และมักถูกพูดถึงในฐานะไอเทมเสริมดวงที่น่าพกพาและน่าสะสม
“การเงิน-ความรัก” แรงผลักดันหลักท่ามกลางความไม่แน่นอน
เมื่อวิเคราะห์ถึง “หัวข้อ” ที่ผู้คนนิยมขอพร พบว่าสัดส่วนกว่า 36.4% คือเรื่องการเงิน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การค้าขาย ยอดขาย ไปจนถึงการปลดหนี้ สะท้อนถึงความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ความรัก (25.3%) ที่ผู้คนยังคงต้องการเสริมความมั่นใจในความสัมพันธ์ ตามมาด้วย โชคลาภ (17.2%), การงาน (11.7%) และ สุขภาพ (9.4%)
ทางเลือกที่ผสมผสาน ออฟไลน์ยังขลัง ออนไลน์สะดวก รวดเร็ว

ในเรื่องความเชื่อและไอเทมเสริมดวงบนโซเชียลมีเดีย พบภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัล คือการเน้นประสบการณ์ที่จับต้องได้แบบ “ออฟไลน์” และความสะดวกรวดเร็วแบบ “ออนไลน์” ซึ่งทั้งสองมุมมองนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้บริโภคที่ผสานความเชื่อเข้ากับวิถีชีวิตยุคใหม่อย่างชัดเจน
- ออฟไลน์ (68.9%) ส่วนใหญ่ยังคงนิยมการมูในโลกออฟไลน์ เพราะผู้บริโภคยังต้องการคุณค่าที่จับต้องได้ การสวมใส่สิ่งของจริง หรือการเดินทางไปสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มอบความรู้สึก “ขลัง” และความมั่นใจที่ลึกซึ้งกว่า
- ออนไลน์ (31.1%) สะดวก รวดเร็ว และเป็นส่วนหนึ่งของดิจิทัลไลฟ์สไตล์ การมูเตลูแบบออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านบริการดูดวงออนไลน์ วอลเปเปอร์มือถือ และการไลฟ์สด (Live Streaming) โดยเฉพาะใน TikTok ที่สร้างปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ระหว่างหมอดูและผู้ชม
มูเตลู” ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ของขลัง หรือการดูดวง ยังคงมีอิทธิพลในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการมู สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุหรือพิธีกรรม แต่คือ “ที่พึ่งทางใจ” ที่ช่วยเสริมความมั่นใจและสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทั้งหมดนี้รวบรวมจากแพลตฟอร์มหลัก ทั้ง Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเทรนด์ความเชื่อจะยังคงอยู่คู่สังคมไทย เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





