
บมจ.ปตท. (PTT) โชว์ฟอร์มแกร่งส่งท้ายปี 68 รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4 แตะ 2.55 หมื่นล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 174% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้กำไรปกติจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซและธุรกิจการค้าที่ผันผวน แต่ภาพรวมยังคงสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลรวมงวดสุดท้ายและปันผลพิเศษอีก 1.4 บาทต่อหุ้น สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนท่ามกลางสภาวะตลาดที่จับตามองการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน
โบรกเริ่มส่งสัญญาณ “Bullish” หุ้น PTT ครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมองว่าจุดต่ำสุดผ่านพ้นไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโต (New Era) จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Utility Model) ที่จะช่วยลดต้นทุนมหาศาลให้กับโรงแยกก๊าซฯ ตั้งแต่ต้นปี 69 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นได้ทันทีราว 6 พันล้านบาทต่อปี
ขณะที่มุมมองในปี 69 คาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มอาจทะยานแตะระดับ 1 แสนล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP ผสานกับการฟื้นตัวของค่าการกลั่นในกลุ่มธุรกิจน้ำมันเจ็ท (Jet Fuel) และการปรับกลยุทธ์เชิงโครงสร้างของ OR ทำให้ PTT กลายเป็นหุ้น Big Cap ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่การเติบโตของกำไรและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จูงใจ
ราคาหุ้น PTT เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ก.พ.ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 37.75 บาท ทำนิวไฮในรอบ 3 ปี 6 เดือน โดยล่าสุดปิดเที่ยงวันนี้ราคาหุ้น PTT มาอยู่ที่ 37.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง
| โบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น) |
|---|---|---|
| โกลเบล็ก | ซื้อ | 45.00 |
| ซีจีเอสฯ | ซื้อ | 41.00 |
| อินโนเวสท์เอกซ์ | Outperform | 41.00 |
| ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 41.00 |
| เคจีไอ | Outperform | 40.00 |
| คิงส์ฟอร์ด | ซื้อเก็งกำไร | 40.00 |
| บัวหลวง | ซื้อ | 40.00 |
| บีวายดี | ถือ | 37.75 |
| กรุงศรี | Neutral | 37.00 |
| ทิสโก้ | ถือ | 36.00 |
| กสิกรไทย | Neutral | 35.20 |
| ดีบีเอสฯ | ถือ | 35.00 |
| ทรีนีตี้ | ถือ | 35.00 |
บล.โกลเบล็ก ระบุว่า PTT รายงานไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 2.55 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% q-q และ 174%y-y ไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ, กำไรสุทธิหลัก (core NP) ยืนอยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท (-14% q-q, +13% y-y)
ประเด็นสำคัญคือ 1) กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ของก๊าซที่อ่อนแอลง (-12% q-q เป็น 8.2 พันล้านบาท) จากผลการดำเนินงานของ GSP และ S&T อ่อนแอลง, ซึ่งถูกกระทบโดยต้นทุนก๊าซเฉลี่ย (Pool Gas) ที่สูงขึ้น
2) EBIT การกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นบนค่าการกลั่นทางบัญชี (accounting GRM) สูงขึ้น เพื่อชดเชยกำไรปิโตรเคมีตกต่ำ
3) EBIT การค้าน้ำมัน พลิกกลับเป็นขาดทุน 3.9 พันล้านบาท จากกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 3/68
และ 4) EBIT ของน้ำมัน ลดลง 21% q-q เป็น 2.5 พันล้านบาท บนอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำลง EBIT ของ PTTEP ขยับลดลงเล็กน้อย 1% q-q เป็น 2.44 หมื่นล้านบาท, ถูกกดดันโดยราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ต่ำลงและต้นทุนที่สูงขึ้น
ในไตรมาส 4/68 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของธุรกิจก๊าซ ลดลงเหลือ 1.31 หมื่นล้านบาท (-6% q-q, -11% y-y) ถูกกดดันจากผลงานที่อ่อนแอลงในทั้งธุรกิจ S&T และ GSP ปริมาณของ S&T ลดลงเหลือ 3,725 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (-1% q-q, -7% y-y), ขณะที่ยอดขาย GSP ปรับตัวดีขึ้นเป็น 1.67 ล้านตันต่อปี (+6% q-q, -1% y-y) ถูกกระทบโดยต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นและราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ต่ำลง
อย่างไรก็ตาม เริ่มต้นในปี 69 เป็นต้นไป ต้นทุนก๊าซสำหรับ GSP จะลดลงหลังจากราคาวัตถุดิบก๊าซของ GSP กลับคืนไปสู่สูตร Gulf Gas จากเดิมสูตร Pool Gas ซึ่งจะเพิ่มกำไรสุทธิ (NP) 6 พันล้านบาทต่อปี
EBITDA ของ PTTEP ลดลง 2% q-q และ 13% y-y, ถูกกดดันโดยราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ต่ำลงและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น, แม้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้น 6% q-q และ 8% y-y ในปริมาณการขาย ค่าการกลั่นตลาด (Market GRM) พุ่งขึ้นเป็น 8.0 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล (+95% q-q, +86% y-y), หนุนโดยส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเจ็ทที่แข็งแกร่งขึ้น และปริมาณขายที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3.2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง 0.8 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล กระทบต่อค่าการกลั่นทางบัญชี (accounting GRM) (4.0 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ผลการดำเนินงานปิโตรเคมีแย่ลง ถูกฉุดโดยส่วนต่างราคาโอเลฟินส์/อะโรเมติกส์ที่ย่ำแย่
เรามีมุมมองเป็นบวกสำหรับแนวโน้มกำไรสุทธิของ PTT เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เนื่องจากกำไรจะถูกขับเคลื่อนโดย 1) ต้นทุนก๊าซที่ต่ำลงสำหรับ GSPs 2) กำไรโรงกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น 3) กำไรสุทธิ (NPs) ของ PTTEP ที่แข็งแกร่งขึ้นบนราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น 4) การปรับปรุงเชิงโครงสร้างในแนวโน้มกำไรของ OR บนการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์และส่วนต่างราคาตลาดที่เพิ่มขึ้น
เราคิดว่า PTT มีแนวโน้มที่จะดึงตัวเองออกมาจากกับดักการเติบโตหลายปี เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยกราคาน้ำมันและก๊าซให้สูงขึ้นเชิงโครงสร้าง ขณะที่การเมืองของประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้นช่วยสร้างความแข็งแกร่งต่อแนวโน้มกำไรน้ำมันและก๊าซของ PTT ต่อไป จึงปรับเพิ่มจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” และยกราคาเป้าหมายที่อิงวิธี SoTP ของเราจาก 33 บาท เป็น 45 บาท
ด้านนายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTT ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 41 บาท จากเดิม 39 บาท หลังจากที่ปรับ Valuation บริษัทลูก ได้แก่ บมจ.ไทยออยล์ [TOP] และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปรับ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก [OR] ลง ทำให้ Valuation โดยรวมของ PTT เพิ่มขึ้น
ภาพรวมปี 69 คาดว่า Core Profit เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 103,797 ล้านบาท มาจาก 1.ธุรกิจปิโตรเคมีปีนี้ขาดทุนลดลง 2. ธุรกิจก๊าซ จะได้รับผลบวกจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่จะทำให้ต้นทุนลดลง และธุรกิจ GSP จะกลับมาทำกำไรเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะเห็น EBITDA ของธุรกิจก๊าซกลับมาอยู่ที่ 4.0-4.5 พันล้านบาท
ประกอบกับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์หนุนต่อ PTTEP และ ค่าการกลั่นสูงขึ้น โดยดีมานด์โตกว่าซัพพลาย โดยเฉพาะ Jet Fuel
ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (CGS)I ระบุว่า PTT รายงานกำไรสุทธิเติบโต 29.1% qoq เป็น 25,534 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 จากการบันทึกกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนใน Lotus Pharmaceutical ที่รับรู้ครั้งเดียวจำนวน 7.5 พันล้านบาท โดยผลประกอบการสูงกว่าที่เราคาด 9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาษีจ่ายและดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่าคาด (สอดคล้องกับประมาณการของ Bloomberg consensus)
อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมขาดทุนสต็อกน้ำมันของบริษัทย่อยในธุรกิจโรงกลั่นและผลกระทบจากจากการป้องกันความเสี่ยง/อัตราแลกเปลี่ยน PTT จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติลดลง 8.2% qoq เป็น 15,182 ล้านบาท เพราะแรงกดดันจากกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติและกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่กำไรปกติในปี 68 สูงกว่าคาดเนื่องจากคิดเป็น 104% ของประมาณการทั้งปี
นอกจากนี้ PTT ประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษจำนวน 0.2 บาท/หุ้นและเงินปันผลงวดสุดท้ายอีก 1.2 บาท/หุ้นซึ่งเมื่อรวมเงินปันผลระหว่างกาล อัตราการจ่ายเงินปันผลในปี 68 จะอยู่ที่ 73% สูงกว่าสมมติฐานของเราที่ 67%
กลุ่มธุรกิจก๊าซมี EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 13,156 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 ลดลง 6.4% qoq จากผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวของธุรกิจ S&M และธุรกิจ GSP โดยไตรมาสนี้ ปริมาณขายก๊าซรวมลดลง 3.1% qoq เป็น 3,725 mmscfd แต่ยังค่อนข้างทรงตัว
ดังนั้น เมื่อรวมกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับต่ำ (ปรับช้ากว่าราคาตลาดสามเดือน)ซึ่งกดดันราคาก๊าซที่ขายให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ S&M จึงมี EBITDA ลดลง 25.6% qoq เป็น 2,834 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 ส่วนราคา PE (polyethylene) ที่ลดลงส่งผลให้ธุรกิจ GSP มี EBITDA ลดลง 13.8%qoq แม้ว่าปริมาณขายอีเทนจะเพิ่มขึ้น 15.8% qoq
ในทางกลับกัน ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซมี EBITDA เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอัตรา 7.0% qoq เป็น 7,518 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 เนื่องจากปริมาณการจองเพิ่มขึ้นและค่าซ่อมบำรุง/ต้นทุนพลังงานลดลง ซึ่งหักลบกับ SG&A ที่สูงขึ้น
ขณะที่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมี EBITDA ในไตรมาส 4/68 ติดลบ 3,444 ล้านบาท เทียบกับ 1,598 ล้านบาทในไตรมาส 3/68 จากการรับรู้ขาดทุนจากการ mark-to-market สินค้าระหว่างการขนส่งและกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ (trading margin) ลดลง
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ปรับราคาเป้าหมายของ PTT ตามวิธี SOP ขึ้นเป็น 41 บาท หลังปรับลดสมมติฐานอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
คงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT โดยมองว่าต้นทุนก๊าซนำเข้าน่าจะอยู่ในขาลง (สภาพอากาศอุ่นขึ้น) ขณะที่ยอดขายของ GSP น่าจะเพิ่มขึ้น yoy ในปี 69 ดังนั้น มองว่าราคาหุ้นอาจปรับตัวสูงขึ้นหากต้นทุนก๊าซนำเข้าต่ำกว่าคาดส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ต่ำกว่าคาดของ GSP จะเป็น downside risk
อย่างไรก็ตาม บล.ทรีนีตี้ ปรับคำแนะนำหุ้น PTT เป็น “ถือ” ราคาเป้าหมาย 35 บาท อิง SOTP หรือ เทียบเท่า PBV ที่ 0.84 เท่า ใน 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 10% เกินราคาเป้าหมายของเรา จึงแนะนำแค่ถือเพื่อรอรับปันผล และแนวโน้มกำไรไตราส 1/69 คาดว่าจะอยุ่ในระดับที่ดี
PTT รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท +174% YoY, +29% QoQ โดยมีกำไรพิเศษจากจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะเงินลงทุนใน Lotus กำไรจากการซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม (Bargain purchase): โครงการ แอลจีเรีย ถ้าตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติจะอยู่ราว 1.6 หมื่นล้านบาท -14% QoQ โดยเป็นผลจากธุรกิจของ PTT ที่ลดลง
เราคาดแนวโน้มไตรมาส 1/69 Core Profit น่าจะดี 1) PTTEP กำไรน่าจะดีจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในช่วงต้นปี 2) ค่าการกลั่นที่ยังแข็งแกร่ง และอาจจะมี Stock gain และ 3) ธุรกิจ Trading อาจจะมี Mark-to-Market Gain
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)




