ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ วิตกภาษีทรัมป์กดดันตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันจันทร์ (23 ก.พ.) หลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กลับมากดดันตลาดการเงินอีกครั้ง ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่

  • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 627.70 จุด ลดลง 2.86 จุด หรือ -0.45%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,497.17 จุด ลดลง 18.32 จุด หรือ -0.22%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,991.97 จุด ลดลง 268.72 จุด หรือ -1.06% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,684.74 จุด ลดลง 2.15 จุด หรือ -0.02%

 

ดัชนีหุ้นยุโรปปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยเรียกเก็บจากหลายประเทศทั่วโลกในปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีใหม่ที่ระดับ 10% ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 15% สร้างความคลุมเครือเกี่ยวกับสถานะของข้อตกลงการค้า เช่น ข้อตกลงกับสหภาพยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

นักวิเคราะห์จาก Rabobank กล่าวว่า ความไม่แน่นอนจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดต่อไป ขณะที่นักลงทุนพยายามประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และมีแนวโน้มเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ทั้งในแง่การทำความเข้าใจกฎระเบียบใหม่ การดำเนินคดีเพื่อเรียกคืนภาษีนำเข้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอีกครั้ง

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับกรีนแลนด์ที่กลับมาปะทุขึ้นในปีนี้ รวมถึงความพยายามของสหรัฐในการปรับเปลี่ยนระเบียบความมั่นคงโลก ได้ผลักดันให้ยูโรโซนเร่งสร้างความร่วมมือกับเอเชียและลาตินอเมริกา ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือภายในยุโรปมากขึ้น

หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลง 1.4% โดยหุ้น Novo Nordisk ร่วงลง 16.5% หลังผลการทดลองยาโรคอ้วน CagriSema ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหลัก ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่ายามีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่ายา Tirzepatide ของ Eli Lilly ในการช่วยลดน้ำหนัก แต่ผลลัพธ์ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลงนำตลาด โดยหุ้น Siemens Energy และหุ้น Airbus เป็นแรงฉุดสำคัญ ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการทางการเงินปรับตัวลงมากที่สุด ลดลง 2.1% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น

ด้านหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เพิ่มขึ้น 1.1% โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Enel ที่พุ่งขึ้น 6.8% หลังบริษัทสาธารณูปโภครายใหญ่ที่สุดของอิตาลีประกาศเพิ่มงบลงทุนในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมปรับโฟกัสไปที่พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มกลาโหมในวงกว้างปรับตัวลง 1.6% หลังมีรายงานว่า อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมยื่นข้อเสนอประนีประนอมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯ ตอบสนองเงื่อนไขบางประการ

หุ้น Exosens บริษัทเทคโนโลยีกลาโหมของฝรั่งเศส ร่วงลง 9.6% โดยลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันศุกร์ แม้บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการระยะกลางก็ตาม

หุ้น Johnson Matthey ร่วงลง 16.3% หลังตกลงปรับลดราคาขายธุรกิจเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับ Honeywell ภายหลังหน่วยธุรกิจดังกล่าวมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าคาดในปีงบประมาณ 2568

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)