แนวโน้มความเสี่ยงปี2569 ความไม่แน่นอนผลักดันให้องค์กรต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือ

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) เปิดรายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง (Risk Outlook) ประจำปี 2569 ระบุความเสี่ยงและภัยคุกคามต่างๆ ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน และต่อเนื่องขึ้น เตือนองค์กรทั่วโลกเร่งยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน

 

ผลการศึกษาวิจัยฉบับที่ 10 พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า ผู้บริหารกว่า 57% ยอมรับว่าความเสี่ยงใหม่ๆ อุบัติขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะบริหารจัดการได้ทัน ขณะที่มีเพียง 35% ที่มั่นใจในความพร้อมของทีมงานในการตอบโต้เหตุการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ 80% ขององค์กรตระหนักว่าการตรวจพบเหตุเร็วคือความได้เปรียบ แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่มั่นใจในขีดความสามารถด้านการยืนยันข้อมูล และ 49% ของผู้ตอบแบบสำรวจ มองว่าความเสี่ยงต่างๆ มีความเชื่อมโยงและทับซ้อนกันมากขึ้น จำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่กันไป

 

รายงานได้เผยแพร่ “แผนที่ความเสี่ยง” (Risk Map) ประจำปี 2569 พบการเปลี่ยนแปลงระดับความปลอดภัยในหลายพื้นที่สำคัญ เช่น อิหร่าน (จากระดับปานกลางเป็นสูง) เมียนมา (จากระดับสูงเป็นสูงมาก) และไนเจอร์ (จากระดับปานกลางเป็นสูง) ส่วนในบางพื้นที่มีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น มองโกเลีย (จากระดับปานกลางเป็นต่ำ) เนื่องจากสถานการณ์ในเมืองหลวงมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่การตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและความปลอดภัยบนท้องถนนก็ดีขึ้น ด้านอินเดียมีการปรับลดระดับความเสี่ยงด้านสุขภาพ (จากระดับผันผวนเป็นปานกลาง) เนื่องจากมีการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยตามเมืองใหญ่ให้มีมาตรฐานมากขึ้น

 

ด้าน อาร์โนด์ เวส์ซิเย่ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ เน้นย้ำว่า ปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 ไม่ได้แยกส่วนกันอีกต่อไป ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และค่าครองชีพ ล้วนทับซ้อนกัน ขณะที่ ดร.ไอรีน ไล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ระดับโลกของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ระบุว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นภัยเงียบที่สำคัญ ข้อมูลจากการให้บริการแก่ลูกค้า แสดงให้เห็นว่า ภาวะวิตกกังวลและความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยารักษา ซึ่งมักทำให้การเดินทางของพนักงานยุ่งยากมากขึ้น ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพแทบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป

 

แม้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ แต่ปัจจุบันมีเพียง 6% ขององค์กรที่นำ AI มาใช้อย่างจริงจัง โดยผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ขั้นสูงของระบบและความเชี่ยวชาญของมนุษย์ คือทางออกที่จะเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นการคาดการณ์ที่แม่นยำ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)