
ทางการดูไบยืนยันเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ผนังตกแต่งภายนอกของโรงแรมหรู เบิร์จ อัล อาหรับ (Burj Al Arab) หลังจากโดรนลำหนึ่งถูกสกัดกั้นและเศษซากจากการถูกยิงได้ร่วงตกลงมาใส่ตัวอาคาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้
สำนักงานสื่อดูไบ (Dubai Media Office) รายงานผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ทีมป้องกันพลเรือนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในภูมิภาค หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีร่วมกันต่ออิหร่าน ส่งผลให้มีการตอบโต้กลับเป็นวงกว้าง
นอกจากโรงแรมหรู เบิร์จ อัล อาหรับ ความสูง 60 ชั้น ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะเทียมริมชายฝั่งดูไบ และอยู่ห่างจาก เบิร์จ คาลิฟา (Burj Khalifa) ตึกที่สูงที่สุดในโลกเพียงไม่ไกลแล้ว ยังมีรายงานความเสียหายในพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ของเมือง รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ท่าเรือเจเบล อาลี (Jebel Ali Port) นอกจากนี้ ยังมีรายงานการเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณภายนอกของโรงแรม แฟร์มอนต์ เดอะ ปาล์ม (Fairmont The Palm) ในย่านที่พักอาศัยระดับพรีเมียมอย่าง ปาล์ม จูไมราห์ (Palm Jumeirah) ภายหลังการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
วิดีโอที่แพร่สะพัดบนโลกโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นภาพที่ดูเหมือนจะเป็นโดรนพุ่งเข้าชนอาคารสูงหลายแห่ง จนทำให้เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่น โดยความโกลาหลที่เกิดขึ้นในดูไบ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีชนวนเหตุมาจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอล
สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดถึงขีดสุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านแถลงการณ์เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ โดยระบุว่าเป็นความพยายามในการทำลายโครงการนิวเคลียร์และกวาดล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน
ปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อรหัสว่า “Epic Fury” เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า การระดมทิ้งระเบิดทางอากาศได้ทำลายสถานที่ราชการและฐานทัพทางทหารหลายแห่งทั่วประเทศอิหร่าน ภาพวิดีโอที่ปรากฏเผยให้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งเหนือซากปรักหักพังของอาคารที่พังทลาย ขณะที่สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมหลายร้อยราย ซึ่งรวมถึงเหตุสลดที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
ล่าสุดในช่วงบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยเขาได้กล่าวถึงผู้นำศาสนาวัย 86 ปีผู้นี้ว่าเป็น “หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า “นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวสำหรับประชาชนชาวอิหร่านที่จะทวงคืนประเทศของตนกลับมา”
ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้ปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีหลายจุดในภูมิภาค ทั้งในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกว่าความขัดแย้งจะขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้ส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ฐานทัพ อาคารสถานที่ และทรัพย์สินทั้งหมดของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค ถือเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)





