
รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในภาคตะวันตกของญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวตั้งแต่วันนี้ (1 มี.ค.) เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism)
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เทศบาลเมืองเกียวโตได้เริ่มใช้ระบบภาษีที่พักรูปแบบใหม่ 5 ระดับ ซึ่งมีการเรียกเก็บตั้งแต่ 200 เยน ไปจนถึงสูงสุด 10,000 เยน (ประมาณ 64.1 ดอลลาร์) ต่อคนต่อคืน โดยเป็นการปรับเพดานภาษีสูงสุดขึ้นจากเดิมที่เคยจัดเก็บอยู่ที่ 1,000 เยน ซึ่งข้อมูลจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารระบุว่า อัตราภาษีใหม่นี้ถือเป็นอัตราคงที่ที่สูงที่สุดเท่าที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นในญี่ปุ่นเคยมีการจัดเก็บมา
สำหรับระบบภาษี 5 ระดับ มีรายละเอียดการเรียกเก็บดังนี้ ค่าที่พักต่ำกว่า 6,000 เยน เก็บภาษี 200 เยน, ค่าที่พัก 6,000 – 20,000 เยน เก็บภาษี 400 เยน, ค่าที่พัก 20,000 – 50,000 เยน เก็บภาษี 1,000 เยน, ค่าที่พัก 50,000 – 100,000 เยน เก็บภาษี 4,000 เยน และค่าที่พักตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป เก็บภาษีสูงสุดที่ 10,000 เยน
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการปรับขึ้นดังกล่าวจะช่วยให้เมืองเกียวโตมีรายได้จากภาษีที่พักในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เป็นประมาณ 1.32 หมื่นล้านเยน ซึ่งจะถูกนำไปใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบูรณะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมต่อไป
ในขณะเดียวกัน เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ ได้ตัดสินใจขึ้นค่าเข้าชมปราสาทฮิเมจิ ซึ่งเป็นมรดกโลก จากเดิม 1,000 เยน เป็น 2,500 เยน สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีและไม่ได้พำนักอยู่ในพื้นที่ โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ในการบำรุงรักษาและอนุรักษ์ตัวปราสาท
สถิติจากรัฐบาลท้องถิ่นเผยว่า ในปีงบประมาณ 2567 มีผู้เข้าชมปราสาทฮิเมจิราว 1.53 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 1.48 ล้านคนในปีก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถึง 35.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 30.6% ของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)





