UNSC เปิดประชุมด่วน หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่าน

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เปิดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเสาร์ (28 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านในช่วงเช้าวันเดียวกัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในครั้งนี้ รวมถึงการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่เกิดขึ้นตามมา โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิด “อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”

กูเตอร์เรสเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารกำลังเสี่ยงที่จะจุดชนวนเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมย้ำว่า “กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะต้องได้รับการเคารพเสมอ”

“ไม่มีทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนไปกว่าการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี” เลขาธิการ UN ระบุ พร้อมเสริมว่าสันติภาพที่ถาวรจะเกิดขึ้นได้ผ่านทางสันติวิธี รวมถึงการเจรจาอย่างจริงจังเท่านั้น

เลขาธิการ UN ยังกล่าวด้วยว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านโดยมีโอมานเป็นตัวกลาง ซึ่งเดิมทีมีการเตรียมการสำหรับความร่วมมือทางเทคนิคที่กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้า และตามด้วยการเจรจาทางการเมืองรอบใหม่ “ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตครั้งนี้ถูกทำลายลง”

นอกจากนี้ เขาได้เรียกร้องให้มีการลดระดับความรุนแรงและยุติการสู้รบทันที โดยเตือนว่า “หากไม่ทำเช่นนั้น ทางเลือกที่เหลือคือความขัดแย้งที่อาจขยายวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนและเสถียรภาพของภูมิภาค” พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ทางด้านอามีร์ ซาอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็น “การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า” ต่ออิหร่านเป็นครั้งที่สองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการโจมตีพื้นที่พลเรือนที่มีประชากรหนาแน่นในหลายเมืองใหญ่โดยเจตนา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยราย

“ไม่มีข้ออ้าง คำกล่าวหา หรือการบิดเบือนข้อมูลใด ๆ ที่จะมาสร้างความชอบธรรมให้กับการก่ออาชญากรรมและการรุกรานที่ชัดเจนนี้ได้” อิราวานีกล่าว พร้อมชี้ว่าการโจมตีนี้ถือเป็นสงครามต่อระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศที่สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงฯ ร่วมกันสร้างมานานกว่า 8 ทศวรรษ

ขณะที่ นายฟู่ ฉง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างลึกยิ่งต่อความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น โดยเน้นย้ำว่าจีนคัดค้านและประณามการใช้กำลังหรือการขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวเสริมว่า อธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต้องได้รับการเคารพ

ส่วน วาสิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลคือ “การรุกรานด้วยอาวุธต่อรัฐสมาชิก UN ที่มีอธิปไตยและเอกราช” ซึ่งเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมเสริมว่าก้าวย่างที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ได้ทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง และถือเป็น “การทรยศต่อวิถีทางทางการทูต”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 69)