
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% ในช่วงเช้าวันนี้ (2 มี.ค.) หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
- ณ เวลา 06.26 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 5.92 ดอลลาร์ หรือ 8.83% แตะที่ 72.94 ดอลลาร์/บาร์เรล
รายงานล่าสุดระบุว่า เจ้าของเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ และบริษัทการค้าส่วนใหญ่ ได้ระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่ประกาศเตือนว่าอาจไม่อนุญาตให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยังไม่มีการประกาศปิดอ่าวอย่างเป็นทางการ แต่ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเตรียมพร้อมสูงสุดในภูมิภาค และความเสี่ยงที่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจลุกลามจนกลายเป็นเหตุปะทะที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือพาณิชย์
นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานจาก Rystad กล่าวว่า แม้เรือเหล่านี้จะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้บ้าง แต่ผลกระทบจากการปิดช่องแคบแห่งนี้จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบมากถึง 8 – 10 ล้านบาร์เรล/วัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งน้ำมันของอาบูดาบีแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ วิกฤตการณ์อิหร่านยังกระตุ้นให้รัฐบาลและโรงกลั่นในเอเชียเริ่มประเมินคลังสำรองน้ำมัน รวมถึงเส้นทางการเดินเรือและแหล่งจัดหาทางเลือก โดยนักวิเคราะห์จาก Kpler กล่าวว่า อินเดียอาจหันไปหาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อชดเชยการสูญเสียอุปทานที่อาจเกิดขึ้นจากตะวันออกกลาง
วิลเลียม แจ็กสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่จาก Capital Economics เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก 0.7% โดยเฉพาะการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของทั้งโลก จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในทันที ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป
ส่วนในการประชุมนโยบายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มี.ค.) กลุ่มโอเปกพลัสมีมติเห็นชอบให้กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในเดือนหน้าที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากสงครามในอิหร่านซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





