In Focus: ส่อง 4 ฉากทัศน์ราคาน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านส่อลากยาว เลวร้ายสุดทะลุ 100 ดอลล์

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งปะทุขึ้นภายหลังปฏิบัติการร่วมกับอิสราเอลในการปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ทันฟื้นตัวดีจากมาตรการกำแพงภาษีครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับยุโรป ภาวะราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องสุ่มเสี่ยงที่จะฉุดเศรษฐกิจให้เข้าใกล้ภาวะถดถอย ขณะที่ในสหรัฐฯ สถานการณ์นี้จะบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างแรงกดดันจากสงครามที่ดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น กับเสียงเรียกร้องจากปธน.ทรัมป์ที่ต้องการให้หั่นดอกเบี้ย ส่วนจีนนั้น การสูญเสียแหล่งนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน ถือเป็นการซ้ำเติมบาดแผลจากมาตรการรีดภาษีของทรัมป์และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ

 

สถานการณ์ปัจจุบัน: ความโกลาหลในตะวันออกกลาง

สัญญาณล่าสุดบ่งชี้ว่าสถานการณ์มีแนวโน้มเลวร้ายลงไปอีก เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศต้องหยุดชะงักลง โดยกาตาร์ได้ระงับการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่วนอิสราเอลสั่งหยุดการผลิตก๊าซในบางแหล่ง ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียก็ต้องปิดตัวลงชั่วคราว บีบให้ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ต้องเร่งเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบไปทางทะเลแดงแทน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซพร้อมขู่โจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ได้ส่งผลให้บรรดาบริษัทประกันภัยพากันยกเลิกความคุ้มครอง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ในวันอังคาร (3 มี.ค.) ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานทะลุ 74 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 81 ดอลลาร์/บาร์เรล

ความตื่นตระหนกดังกล่าวยังสะท้อนผ่านข้อมูลของ LSEG ที่ระบุว่า อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ W419 ตามดัชนี Worldscale (คิดเป็นเม็ดเงินราว 423,736 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน) ขณะที่ค่าเช่าเรือขนส่งก๊าซ (LNG) รายวันก็ทะยานขึ้นกว่า 40% หลังบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเพื่อเลี่ยงอันตราย

ท่ามกลางความผันผวนนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) 4 รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนผลกระทบที่จะมีต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ดังนี้:

 

ฉากทัศน์ที่ 1: สงครามยกระดับ พุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

(โอกาสเกิดขึ้น: ต่ำถึงปานกลาง / คาดการณ์ราคาน้ำมัน: 108 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด บลูมเบิร์กประเมินว่าการสู้รบจะยังคงยืดเยื้อ การยกระดับการโจมตีของอิหร่านอาจทำให้โรงกลั่นและท่าเรือลุกเป็นไฟ หรือทำลายท่อส่งน้ำมัน ซึ่งจะทำให้การผลิตพลังงานต้องหยุดชะงักลง สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ปธน.ทรัมป์ ได้สั่งการด่วนให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (DFC) จัดหาประกันภัยความเสี่ยงทางการเมือง พร้อมส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านอ่าวเปอร์เซีย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการใช้ฝูงโดรนต้นทุนต่ำของอิหร่านจู่โจมพร้อมกันแบบกะจังหวะมาเป็นอย่างดีเพียงไม่กี่ระลอก ก็อาจเพียงพอที่จะปิดกั้นเส้นทางน้ำนี้ได้อย่างชะงัด

ราว 20% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ บลูมเบิร์กประเมินว่า หากช่องแคบถูกปิดเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นถึง 80% จากระดับก่อนสงคราม หรือไปแตะที่ระดับประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

สำหรับสหรัฐฯ การนำราคาน้ำมันที่ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเข้าคำนวณ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอีกราว 0.8% ภายในสิ้นปี ดันเงินเฟ้อทะลุ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด บีบให้เฟดต้องชะลอการหั่นดอกเบี้ย หรือเผชิญแรงกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยหากการคาดการณ์เงินเฟ้อหลุดกรอบ ขณะที่ยุโรปและอังกฤษจะเผชิญผลกระทบต่อ GDP ที่รุนแรงกว่า บีบให้ธนาคารกลาง (ECB และ BOE) ต้องเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่างผลกระทบต่อสหรัฐฯ กับยุโรปมีรากฐานมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเชลออยล์และเชลก๊าซ (Shale revolution) โดยสหรัฐฯ ในปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ย 13.6 ล้านบาร์เรล/วัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิมาตั้งแต่ปี 2562 เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง ผู้บริโภคสหรัฐฯ เสียเปรียบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น แต่ผู้ผลิตน้ำมันในประเทศได้รับผลกำไรที่พุ่งสูง ผลสุทธิต่อ GDP จึงใกล้เคียงศูนย์

ขณะที่ยุโรปไม่มีกลไกถ่วงดุลนี้ ยุโรปจึงเผชิญการถ่ายเทความมั่งคั่งออกนอกประเทศแบบทิศทางเดียวโดยไม่มีภาคผู้ผลิตในประเทศมาชดเชย ทางเฟดเองเคยระบุในรายงานปี 2568 ว่า ยุโรปจะ “ยังคงพึ่งพาการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในประเทศส่วนสำคัญต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ”

ด้านจีนจะต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้น ดันเงินเฟ้อพุ่ง 0.8% ซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในทางตรงกันข้าม รัสเซียจะเป็นผู้รับอานิสงส์หลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะช่วยล้างยอดขาดดุลงบประมาณ ทำให้มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่สงครามยูเครนมากขึ้น

การประเมินของบลูมเบิร์กสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนัก โดย J.P. Morgan เตือนว่าผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางจะประคองการผลิตได้ “ไม่เกิน 25 วัน” หากช่องแคบถูกปิดสมบูรณ์ ขณะที่ Capital Economics ประเมินว่าเงินเฟ้อโลกจะรับแรงกดดันเพิ่มขึ้นราว 0.6-0.7% หากราคาน้ำมันดิบพุ่งไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและคงอยู่ที่ระดับนี้เป็นเวลานาน

 

ฉากทัศน์ที่ 2: สงครามดำเนินต่อไป แต่การโจมตีอยู่ในวงจำกัด

(โอกาสเกิดขึ้น: ปานกลางถึงสูง / คาดการณ์ราคาน้ำมัน: 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

ในฉากทัศน์ที่รุนแรงน้อยกว่า การสู้รบดำเนินต่อไปโดยไม่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ หรือไม่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันจะทรงตัวอยู่ราว ๆ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการคาดการณ์เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (ประมาณ 0.3% ในสหรัฐฯ และประมาณ 0.5% ในสหราชอาณาจักรและยูโรโซน) GDP จะได้รับผลกระทบแต่ไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งในระดับนี้ธนาคารกลางอาจสามารถมองข้ามวิกฤตชั่วคราวในครั้งนี้ไปได้

เหตุผลที่อาจไม่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน เป็นเพราะการปิดช่องแคบอย่างสมบูรณ์เท่ากับการตัดรายได้หลักของอิหร่านเอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลเตหะรานพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ประกอบกับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านไปยังจีนก็ต้องผ่านเส้นทางนี้เช่นกัน

 

ฉากทัศน์ที่ 3: สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

(โอกาสเกิดขึ้น: ปานกลางถึงสูง / คาดการณ์ราคาน้ำมัน: 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

ในฉากทัศน์ที่รุนแรงน้อยที่สุด หากรัฐบาลวอชิงตันกับเตหะรานหาทางลงได้ ภาวะชะงักงันจะคลี่คลายลง ราคาน้ำมันร่วงกลับมาทรงตัวที่ระดับเฉลี่ยก่อนเกิดความขัดแย้งที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัว (Disinflation) ดำเนินต่อไป ธนาคารกลางยังคงดำเนินนโยบายตามทิศทางเดิม และช่วยให้เศรษฐกิจโลกรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้

ผลลัพธ์ของการหยุดยิงจะช่วยรับประกันความอยู่รอดของประเทศอิหร่าน แม้การทิ้งระเบิดจะสร้างความเสียหายอย่างหนัก แต่รัฐบาลก็ยังคงหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยผู้กุมอำนาจภายในระบบยังคงรักษาเสถียรภาพการบริหารงานไว้ได้ และให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องเป็นอันดับแรก

 

ฉากทัศน์ที่ 4: การล่มสลายของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

(โอกาสเกิดขึ้น: ต่ำ / คาดการณ์ราคาน้ำมัน: 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)

การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลอิหร่านมีความเป็นไปได้ แต่จะเกิดขึ้นในระยะยาวหลังจากเผชิญกับความไร้เสถียรภาพเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปธน.ทรัมป์ออกมาเปิดเผยว่า แกนนำระดับสูงของอิหร่านในคลื่นลูกแรกและลูกที่สองได้เสียชีวิตไปหมดแล้วจากปฏิบัติการทิ้งระเบิด

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเกิดการลุกฮือของประชาชนยังคงเป็นเรื่องห่างไกลในขณะนี้ ทางการกำลังคุมเข้มการชุมนุมบนท้องถนน และไม่มีกลุ่มต่อต้านที่เป็นรูปธรรมปฏิบัติการอยู่ภายในประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นผู้กุมบังเหียนในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่ผู้นำชุดใหม่ และมีแนวโน้มที่จะเดินหน้ากระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งด้วยสถานะที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้าย จึงเป็นไปได้ยากที่ IRGC จะเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลวอชิงตัน

 

บทสรุป: โลกจะรับมือไหวหรือไม่?

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความแตกแยกในตะวันออกกลางป่วนเศรษฐกิจโลก โดยในปี 2516 และ 2522 วิกฤตน้ำมันเคยผลักดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับตัวเลขสองหลัก บีบให้เฟดภายใต้การนำของพอล โวล์กเกอร์ ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด จนอัตราการว่างงานพุ่งเฉียด 11% และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

แม้โลกในปัจจุบันจะพึ่งพาภาคบริการและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จนวิกฤตระดับคริสต์ทศวรรษที่ 1970 อาจไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย แต่ถึงกระนั้น หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ ผลกระทบที่จะตามมาต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และนโยบายของธนาคารกลาง จะมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)