
บล.ทิสโก้ คาดหากสงครามในตะวันออกกลางไม่ยืดเยื้อจะฉุดหุ้นทั่วโลกร่วงประมาณ 3 สัปดาห์ พร้อมเปิดรายชื่อกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ประเมินราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์/บาร์เรล และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย ขณะที่ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามท่าทีการตอบสนองหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน แต่อย่างไรก็ดี โอกาสเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด
ภาพรวมราคาสินทรัพย์เสี่ยงคาดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน และความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน
อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้ ขอสังเกตการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลัง ๆ (หรือ 5 ครั้งล่าสุด) จะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์แตะจุดต่ำสุด นอกจากนี้ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังจะเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวง-ไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง
สำหรับมุมมองของบล.ทิสโก้ ต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย ขณะที่ราคาทองคำ บล.ทิสโก้ มองมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์
กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ / เสียประโยชน์
– กลุ่มพลังงานต้นน้ำ คาดได้ประโยชน์เชิงบวก ความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของราคาน้ำมันสูงขึ้น จากการวิเคราะห์ของบล.ทิสโก้ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่น PTTEP, PTT
– กลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, IRPC, PTTGC) มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน แต่อาจถูกหักล้างบางส่วนหรือทั้งหมดหากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น โดยเฉพาะเกรดจากตะวันออกกลาง รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น
– กลุ่มเคมีภัณฑ์ (PTTGC, SCC) หากไม่รวมศักยภาพในการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อกำไร SCC ลดลง ขณะที่ PTTGC จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ
– กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR, PTG) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงที่อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล เช่น การกำหนดเพดานราคา กลไกการอุดหนุนหรือควบคุมส่วนต่างกำไร
– กลุ่มสาธารณูปโภค (GULF, GPSC, BGRIM) อาจได้ผลเสีย จากราคาก๊าซ LNG อาจสูงขึ้นหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น และมีความเสี่ยงของการแทรกแซงอัตราค่าไฟฟ้า
– กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง (สนามบินและสายการบิน) คาดได้รับผลกระทบเชิงลบ จากการกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง การเปลี่ยนเส้นทางบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการระมัดระวังการใช้จ่าย นอกจากนักท่องเที่ยวโดยตรงจากตะวันออกกลางจะคิดเป็น 4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของไทยแล้ว การไม่สามารถให้บริการของสายการบินหลักในตะวันออกกลางซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการนำท่องเที่ยวซีกโลกตะวันตก (คิดเป็นประมาณ 18% ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทย) อาจกระทบต่อการฟื้นตัวการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะในช่วงต้นปีนี้ (AOT, THAI)
สำหรับ MINT เผชิญความอ่อนไหวสูงสุดด้วยความเสี่ยงประมาณ 5-6% จากฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ในทางตรงข้าม CENTEL และ AWC มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า 3% เนื่องจากพึ่งพาตลาดในประเทศและเอเชียตะวันออกเป็นหลัก เช่นเดียวกับ ERW ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน เนื่องจากฐานรายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในประเทศ
– กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อาจได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากมีรายได้จากตะวันออกกลาง การหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์อาจทำให้กำไรลดลงเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ในกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม SAPPE มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 11% ของรายได้รวม ขณะที่ CBG และ OSP มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1% สำหรับผู้ผลิตอาหาร AAI มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 7% ตามด้วย TU (3-4%) และ TFG (3%) ส่วนบริษัทอื่นๆ (CPF/BTG/ITC) มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1%
– กลุ่มการเงิน (ธนาคารและไฟแนนซ์) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมหากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อแนวโน้มสินเชื่อและต้นทุนสินเชื่อ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อจะจำกัดขอบเขตที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก สถานการณ์นี้เอื้อประโยชน์ต่อธนาคารมากกว่าบริษัทการเงิน ราคาหุ้นของธนาคารอาจมีความยืดหยุ่นมากกว่าเนื่องจากผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดี
– กลุ่มโรงพยาบาล อาจเผชิญกับปัญหาจากการปิดสนามบินในภูมิภาคและการยกเลิกเที่ยวบินโดยสายการบินหลักในตะวันออกกลาง ซึ่งจะนำไปสู่รายได้จากผู้ป่วยที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางลดลง โรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ BH (สัดส่วรรายได้จากลูกค้าตะวันออกกลาง 26%), PR9 (14%) ตามด้วย BDMS (4%), BCH (3%) และ CHG (2%) อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ไม่คาดว่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 เนื่องจากความขัดแย้งเกิดขึ้นในช่วงเดือนรอมฎอน (18 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2569) ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนผู้มาใช้บริการในตะวันออกกลางลดลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจส่งผลให้รายได้จากกลุ่มนี้ลดลง รวมถึงการฟื้นตัวของผู้ป่วยชาวคูเวตที่ช้าลง และอาจทำให้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียที่คาดว่าจะลงนามในปี 2569 เกิดความล่าช้า
– กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ความเป็นกลางทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ทำให้เกิด “การแห่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อความปลอดภัย” ในหมู่ผู้มีความมั่งคั่งจากตะวันออกกลาง โดย SIRI และ ASW (ซึ่งไม่ได้เป็นหุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของบล.ทิสโก้ ) คาดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก เนื่องจากพอร์ตการลงทุนระดับไฮเอนด์ในย่านธุรกิจใจกลางเมืองกรุงเทพฯ และภูเก็ต มีศักยภาพเหมาะสมที่สุดในการรองรับเงินทุนต่างชาติเหล่านี้
– กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) อาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เว้นแต่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากรถกระบะเป็นที่นิยมในตะวันออกกลาง ความล่าช้าอย่างมากเนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่ง อาจทำให้ความต้องการพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าสำหรับเก็บสินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว
สำหรับมุมมองหุ้นไทยในเดือนมีนาคมนี้ แม้กระแสเงินทุนต่างประเทศยังมีแนวโน้มไหลเข้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ แต่ด้วยการประเมินมูลค่าหุ้นไทยเริ่มไม่ถูกท่ามกลาง SET EPS ยังมีแนวโน้มปรับลงอยู่ และโมเมนตัมการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ที่แผ่วลง บล.ทิสโก้ แนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนแบบ “Selective Buy” เน้นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่กำไรปีนี้เติบโตและเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง – BDMS, PTT, TRUE ผสานกับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่เป็นแถว 2 ที่ราคายังเป็นตัวขึ้นน้อย (Laggards) – AP, MTC, SJWD, TTB, WHA เพราะฉะนั้น หุ้นแนะนำประจำเดือน มี.ค. ของบล.ทิสโก้ คือ AP, BDMS, MTC, PTT, SJWD, TRUE, TTB และ WHA
ปัจจัยเสี่ยงติดตาม (1) ประเด็น “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้งที่อาจขัดต่อหลักการ “การลงคะแนนโดยตรงและลับ” ที่สุดท้ายอาจมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด และ (2) ความไม่แน่นอนของทรัมป์จากการใช้มาตรการเก็บภาษีในมาตราอื่น ๆ ทดแทนหลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ-อิหร่าน)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





