IVL เดินหน้าแผน 3 ปีปั้น EBITDA โต 2 เท่า ชูโมเดล SOAR รีดไขมัน-ล้างหนี้ คาดกระแสเงินสดทะลักปี 71

บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส [IVL] เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2569-2571 ในงาน Annual Capital Markets Day (CMD) โดยเน้นย้ำการดำเนินงานอย่างมีวินัยและความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ เพื่อสานต่อความแข็งแกร่งที่บริษัทฯได้วางรากฐานไว้ภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0

นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม IVL กล่าวว่า IVL 2.0 ขับเคลื่อนภายใต้กรอบแนวคิด VUCA ได้แก่ Vision (วิสัยทัศน์) Understanding (ความเข้าใจ) Clarity (ความชัดเจน) และ Agility (ความคล่องตัว) โดยคณะบริหารได้ปรับโครงสร้างต้นทุน เสริมความยืดหยุ่นของงบดุล และสร้างฐานสินทรัพย์ที่มีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ส่งผลให้ IVL มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์โลกที่กำลังปรับตัวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ภายใต้แผนธุรกิจปี 2569-2571 คณะบริหารได้นำกรอบแนวคิด SOAR ซึ่งประกอบด้วย Strengths (จุดแข็ง) Opportunities (โอกาส) Aspirations (แรงมุ่งหวัง) และ Results (ผลลัพธ์) มาใช้ควบคู่กัน เพื่อขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าในระยะถัดไป

“ความแตกต่างระหว่าง SOAR และ VUCA อยู่ที่มุมมองทางจิตวิทยา SOAR คือกรอบความคิดที่มุ่งสู่ความเป็นไปได้และแรงบันดาลใจจากภายใน ขณะที่ VUCA สะท้อนถึงความพร้อมรับมือและการตระหนักรู้ต่อปัจจัยภายนอก เราจำเป็นต้องนำทั้งสองแนวคิดมาใช้ควบคู่กัน และระดับความสำเร็จที่ได้จะคุ้มค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”นายอาลก โลเฮีย กล่าว

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา IVL ปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง เพื่อทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างกระชับ สนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กระจายอำนาจมากขึ้น โดยปรับบทบาทของบริษัทฯ จากการบริหารความซับซ้อน ไปสู่การส่งมอบคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ ความมุ่งมั่นในแนวคิด “ความชัดเจนอย่างเด็ดขาด (radical clarity)” ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ เพิ่มความรับผิดชอบ และเสริมวินัยด้านการบริหารเงินลงทุน โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับคุณภาพและความยั่งยืนของผลประกอบการ

แผนธุรกิจปี 2569-2571 มุ่งเน้น 5 ประเด็นสำคัญระดับองค์กร ได้แก่ การเป็นผู้นำด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง ความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์และการผลิต การปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลัง และการบริหารเงินสดและเงินลงทุนอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากการขยายบทบาทของ Global Capability Centre (GCC) อย่างต่อเนื่อง การเสริมความแข็งแกร่งด้านวินัยการดำเนินงานขายและปฏิบัติการ (Sales & Operations Execution) และการบูรณาการเครื่องมือดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงานประจำวัน

นายอาลก โลเฮีย เน้นย้ำว่าแผนงานดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานของการฟื้นตัวเชิงวัฏจักรของอุตสาหกรรม โดยแผนธุรกิจนี้ตั้งสมมติฐานว่าอัตรากำไรส่วนต่างในอุตสาหกรรม (industry spreads) จะยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดของปี 2568 มาตรการพึ่งพาตนขององค์กร (self-help measures) อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีวินัย และการปรับพอร์ตธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่ม EBITDA เป็นสองเท่าภายในปี 2571 โดย 95% ของ EBITDA จะมาจากแพลตฟอร์มธุรกิจที่มีความได้เปรียบและสามารถขยายขนาดได้ ได้แก่ ธุรกิจ Integrated PET สารลดแรงตึงผิว (surfactants) สิ่งทอเทคนิค (technical textiles) และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำลงและมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทได้ดำเนินแผนฟื้นฟูธุรกิจ Integrated EO/EG และ Specialty Polymers อย่างมุ่งเน้น เพื่อกลับมาสร้างความสามารถในการทำกำไร โดยไม่พึ่งพาการฟื้นตัวของอัตรากำไรส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้น

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ Indovida เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่เติบโตอย่างมั่นคงในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าและศักยภาพด้านการบูรณาการธุรกิจ ช่วยวางตำแหน่งให้สามารถขยายตัวในตลาดเกิดใหม่ได้

กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสามปีข้างหน้า สนับสนุนเป้าหมายการลดระดับหนี้ โดยตั้งเป้าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net debt-to-equity) ประมาณ 1.1 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ต่ำกว่า 3.0 เท่า เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คณะบริหารให้ความสำคัญกับคุณภาพของกำไร การสร้างกระแสเงินสด และความยืดหยุ่นของงบดุล เพื่อเปิดทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายอาลก โลเฮีย กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่การครบรอบ 30 ปีของเราในปี 2563 บริษัทฯ ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ตั้งแต่การเข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ของธุรกิจโพลีเอสเตอร์หลัก ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการแพร่ระบาดของโรคระดับโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนนี้ทำให้เราต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ซึ่งเราได้เริ่มต้นในปี 2566 ภายใต้ IVL 2.0 โดยสอดคล้องกับคณะกรรมการบริษัทและ Indorama Management Council

เรากำลังดำเนินการตามแผนงานที่ชัดเจนเพื่อปลดล็อกมูลค่าที่มีนัยสำคัญ จังหวะการดำเนินงาน S&OE ที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโมเดล ‘local for local’ ของเรา ผ่านการบริหารสินค้าคงคลังอย่างเหมาะสม และการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดและความไม่ต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานได้ดียิ่งขึ้น เรายังคงมุ่งเน้นการเติบโตโดยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มี EBITDA สูง เช่น Indovinya, Indovida และแพลตฟอร์ม shale-to-PET ที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อคว้าโอกาสเชิงกลยุทธ์และสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าแก่ผู้ถือหุ้น”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)