
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือ ประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ทั้ง 3 แห่ง ในตะวันออกกลางว่า กระทรวงแรงงาน ได้เตรียมความพร้อมหากต้องเข้าร่วมภารกิจอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานกลับประเทศไทย ตามนโยบายของรัฐบาลโดยการสั่งการของนายกรัฐมนตรี
โดยแบ่งสถานการณ์ตามระดับความรุนแรงเป็น 4 ระดับ คือ 1. คงที่ 2. รุนแรง 3. ยืดเยื้อ และ 4. ยุติ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีอำนาจในการสั่งการและบัญชาการในทุกภาคส่วน ล่าสุดยังไม่ได้รับรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของแรงงานไทย
ในส่วนของการเตรียมการช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศต้นทาง น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทูตแรงงานในอิสราเอลช่วยอำนวยความสะดวกและประสานการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานไทย โดยเฉพาะการประสานกับทางการอิสราเอลและนายจ้างอิสราเอล เพื่ออพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่สีแดง (เช่น พื้นที่ติดชายแดนเลบานอน) ไปยังพื้นที่ปลอดภัย ในส่วนของประเทศอิหร่าน กระทรวงแรงงานไม่ได้มีสำนักงานแรงงานตั้งอยู่โดยตรง แต่มีฝ่ายแรงงานประจำ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ซึ่งดูแลครอบคลุมถึงประเทศอิหร่านด้วย ก็ได้มอบหมายให้ใช้แนวปฏิบัติเดียวกันในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยทุกคน เบื้องต้นทราบว่าจะมีแรงงานไทยในประเทศอิหร่านเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 7 และ 10 มี.ค. นี้
สำหรับแผนการอพยพแรงงานไทย รมว.แรงงาน กล่าวว่า ภารกิจที่เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวงแรงงาน ก็คงเป็นเรื่องการจัดพื้นที่จุดพักคอย และจุดอพยพ ซึ่งได้ประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานในทุกจังหวัดสื่อสารไปยังครอบครัว ญาติพี่น้องของแรงงานไทยให้คลายความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งให้นำระบบแอพพลิเคชั่นติดตามของกรมการจัดหางานมาใช้ให้แรงงานไทยได้สื่อสารกับครอบครัว เพื่อลดความวิตกกังวล
น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการจัดหางานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดทำแผนรองรับกรณีที่แรงงานกลับถึงประเทศไทย โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสุขภาพกายและประเมินสภาพจิตใจ (PTSD) โดยกระทรวงสาธารณสุข การดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบสิทธิจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อรับเงินสงเคราะห์กรณีภัยสงคราม การเยียวยา รวมทั้งการเตรียมพร้อมพัฒนาทักษะ และ หาตำแหน่งงานใหม่ภายในประเทศ หรือเตรียมความพร้อมหากต้องการกลับไปทำงานต่างประเทศอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์สงบ
เบรกส่งแรงงานไทยไปตอ.กลาง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ส่วนของแรงงานไทยที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานในตะวันออกกลางทั้ง 12 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต, เลบานอน, บาห์เรน, จอร์แดน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โอมาน, ไซปรัส, เยเมน และอิหร่าน ได้สั่งการให้จัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ชะลอจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางทุกวิธีการเดินทางออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
“กระทรวงแรงงาน เราพร้อมที่จะร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือแรงงานไทยทันทีที่รัฐบาลสั่งการ ในฐานะผู้ประสานงานหลักในการ อำนวยความสะดวกช่วยเหลือแรงงานไทย ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องแรงงานทั้งที่ยังทำงานอยู่ในประเทศตะวันออกกลาง และประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยทุกท่านปลอดภัย ยืนยันว่า กระทรวงแรงงานจะให้การดูแลพี่น้องแรงงานไทยอย่างดีที่สุด” น.ส.ตรีนุช กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





