
ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าไร้ทิศทางในวันนี้ (6 มี.ค.) ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 6 ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ รวมทั้งไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 55,490.04 จุด เพิ่มขึ้น 211.98 จุด หรือ +0.38%, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ระดับ 25,789.90 จุด เพิ่มขึ้น 468.56 จุด หรือ +1.85% และดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับ 4,118.68 จุด เพิ่มขึ้น 10.12 จุด หรือ +0.25%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 1.35% ส่วนดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียดิ่งลง 1.12%
ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 8% ในวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ส่งผลให้อุปทานและการขนส่งน้ำมันเผชิญภาวะชะงักงัน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่บางรายในตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิต
อิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเกือบ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน เนื่องจากเส้นทางการส่งออกถูกจำกัด ส่วนกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ในการส่งออกก๊าซเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และระบุว่าการกลับมาผลิตในปริมาณปกติอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
ข้อมูลการติดตามเรือจาก Vortexa และ Kpler พบว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 300 ลำยังคงติดค้างอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่การสัญจรทั้งขาเข้าและออกเผชิญกับภาวะชะงักงันภายหลังจากสงครามปะทุขึ้น
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งพลังงาน เนื่องจากประมาณ 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ถูกส่งออกผ่านช่องแคบแห่งนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มี.ค. 69)





