
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 12% ในวันศุกร์ (6 มี.ค.) ท่ามกลางภาวะอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ตึงตัว หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ขยายวงกว้าง ส่งผลให้ผู้ซื้อหันไปมองหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทน โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 9.89 ดอลลาร์ หรือ 12.21% ปิดที่ 90.90 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 7.28 ดอลลาร์ หรือ 8.52% ปิดที่ 92.69 ดอลลาร์/บาร์เรล
ทั้งนี้ นับเป็นวันที่สองติดต่อกันที่สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงกว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ และราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงในระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2563
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเริ่มต้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านสั่งหยุดการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก
โดยปกติแล้ว น้ำมันดิบที่มีปริมาณราว 20% ของความต้องการทั่วโลกจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละวัน และเมื่อช่องแคบถูกปิดมาแล้ว 7 วัน ทำให้น้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรล หรือราว 1.4 วันของความต้องการน้ำมันทั่วโลก ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้
ความขัดแย้งดังกล่าวยังลุกลามไปยังพื้นที่ผลิตพลังงานสำคัญในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตได้รับผลกระทบ และทำให้โรงกลั่นน้ำมันรวมถึงโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการ
ด้านรัฐมนตรีพลังงานของกาตาร์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า ผู้ผลิตพลังงานในอ่าวอาหรับทั้งหมดอาจต้องหยุดการส่งออกภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันและบริษัทเทรดดิงกำลังมองหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกกลายเป็นแหล่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การส่งออกจำนวนมากทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐฯ ลดลงเร็วเกินไป ส่วนต่างราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันดิบเบรนท์จึงกำลังปรับตัวมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการขนส่ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 มี.ค. 69)





