โรโบเวลธ์แนะเตรียมพอร์ตรับมือสถานการณ์ตอ.กลาง กอดทอง10-15% เพิ่มหุ้นโลก-น้ำมัน-ตราสารหนี้สั้น

นายศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม, CISA หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด กล่าวว่า จากเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ต่ออิหร่านพร้อมกัน ภายใต้รหัสปฏิบัติการที่ฝั่งสหรัฐฯ เรียกว่า “Operation Midnight Hammer” และฝั่งอิสราเอลใช้ชื่อ “Operation Roaring Lion” นับเป็นการโจมตีที่มีการวางแผนมาล่วงหน้าหลายเดือน เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน

ภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค พร้อมขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นจากแถว $70 มาอยู่บริเวณ $90 ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำแกว่งตัวผันผวนอยู่ในกรอบกว้าง

วันนี้คือวันที่ 9 ของความขัดแย้ง และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบเร็วๆ นี้ ฝั่งทรัมป์ประกาศชัดว่าจะ “ไม่มีการเจรจาใดๆ นอกจากการยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข” ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่าน Pezeshkian ออกมาประกาศว่าอิหร่านจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด อิสราเอลยังคงโจมตีทั้งเตหะรานและเบรุต ส่วนเลบานอนกำลังเผชิญกับการบุกทางบกของอิสราเอลหลังฮิซบอลเลาะห์ยิงตอบโต้ ในฝั่งจีน ปักกิ่งประณามการโจมตีว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งทูตพิเศษมาไกล่เกลี่ยในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่มีท่าทีให้การสนับสนุนทางทหารแก่อิหร่านอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นจีนยังประกาศระงับการส่งออก Rare Earth สำหรับการใช้งานทางทหาร ซึ่งกดดันสหรัฐฯ ในเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง

เชื่อว่าคำถามที่อยู่ในใจนักลงทุนในช่วงเวลาที่ปั่นป่วน ตอนนี้คือ “ควรทำยังไงกับพอร์ตการลงทุน?” ซึ่งก่อนจะตอบคำถามนั้น เราต้องมาค่อยๆทำความเข้าใจก่อน ว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ มีโอกาสพัฒนาไปในทิศทางไหนได้บ้าง

 

*เหตุการณ์ประวัติศาสตร์บอกอะไรเราบ้าง?

หลายคนอาจกำลังรู้สึกกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงที่ตลาดการลงทุนผันผวนหนักๆ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากเหตุการณ์สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตการเงิน ไปจนถึงโรคระบาด จะพบว่า “ทุกครั้งที่ตลาดผันผวนและร่วงหนัก ตลาดสามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ”

ข้อมูล 25 ครั้งที่ VIX Index หรือดัชนีชี้วัดความกลัว พุ่งแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 บอกว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของ S&P 500 ในช่วง 1 ปีหลังความผันผวนจะกลับมาบวกเฉลี่ย +13.6% และในช่วง 3 ปีอยู่ที่ +46.5% ต่อปี ซึ่งเหตุการณ์ที่ VIX พุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ ช่วงวิกฤต COVID ในปี 2020 ซึ่ง VIX พุ่งไปถึง 135% ในสัปดาห์เดียว และใครที่เข้าลงทุน S&P 500 ในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตอบแทนถึง +53.2% ภายใน 1 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่านรอบที่ 2 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ VIX พุ่งขึ้นมาแล้ว 48% ซึ่งถือว่าติดอันดับ Top 25 ของ VIX Spikes ในประวัติศาสตร์ สะท้อนว่าความกลัวในตอนนี้นั้น “รุนแรงคล้ายกับหลายเหตุการณ์ในอดีต ที่ตลาดเคยฟื้นกลับขึ้นมาได้”

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เราใช้เรียนรู้แต่ไม่ใช่การรับประกัน และทุกวิกฤตก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับกับทั้ง Best Case และ Worst Case

 

Best Case : ความขัดแย้งจำกัดวงและสามารถเจรจาได้ในระยะสั้น

Scenario นี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้น คือ อิหร่านให้ความสำคัญกับการตั้งรัฐบาลใหม่หลังสูญเสียผู้นำสูงสุด การโจมตีโต้กลับลดระดับลงจากช่วงแรก และที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดแค่ชั่วคราวแต่ไม่ได้ถูกปิดตาย เนื่องจากทั้งอิหร่าน และ พันธมิตรอย่างจีนเองก็พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันผ่านทางช่องแคบนี้ ถ้าเป็นไปตามนี้ ราคาน้ำมัน Brent น่าจะทรงตัวอยู่ในโซน $80-90 ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมารุนแรง ส่วนตลาดหุ้นโลกน่าจะผันผวนหนักในระยะสั้นอีก 2-4 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ ซึมซับข่าวร้ายและเริ่มฟื้นตัว คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในสงคราม 12 วัน เมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นตลาดปรับตัวลงแรงในช่วงต้น แต่ฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างเร็วหลังมีข้อตกลงหยุดยิง

ใน Scenario นี้ ผมมองว่าจาก “ความกลัว” จะกลายเป็น “โอกาส” เพราะตลาดหุ้นที่ร่วงแรงจากข่าวสงครามมักฟื้นตัวเร็วในระยะถัดไปหากสงครามลดความรุนแรงลง

 

Worst Case: สงครามลุกลามและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดยาว

Scenario นี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมใจรับมือ แม้โอกาสเกิดขึ้นจะน้อยกว่า Best Case แต่ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก สัญญาณที่น่ากังวลในตอนนี้คือการที่อิหร่านขยายการโจมตีไปยังโรงงานน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงมีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือสินค้ากว่า 150 ลำไม่สามารถผ่านได้

ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริงและยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent มีโอกาสพุ่งทะลุ $100 และอาจแตะ $120 ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหนัก ผลที่ตามมาคือ Fed จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดหวัง ดอกเบี้ยที่อยู่สูงนานขึ้นจะกดดันการเติบโตเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นทั่วโลกเสี่ยงร่วงแรงและเข้าสู่ช่วง Risk-off อย่างเต็มรูปแบบ และในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งคือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน สำหรับไทยนั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตพลังงานถูกจำกัดมากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตามถ้าเรามองในแง่ของ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” เชื่อว่าแต่ละฝ่ายไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ในรูปแบบนี้ เพราะ ไม่ได้เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย ซึ่งแม้ผมจะมองว่าโอกาสเกิดได้กรณี Worst Case นี้น้อยมาก แต่นักลงทุนก็ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

*แล้วสินทรัพย์ไหนน่าสนใจในสถานการณ์สงครามแบบนี้ ?

1.ทองคำ: ยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ต

ทองคำตอบสนองต่อเหตุการณ์รอบนี้ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดไว้ ในช่วง “สงคราม 12 วัน” เมื่อปีที่แล้ว ทองขึ้นราว $150 แล้วก็ไหลกลับมาเร็วหลังหยุดยิง ส่วนรอบนี้ทองเคลื่อนไหวอยู่แถว $5,100-5,300 โดยถูกกดดันบางส่วนจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและความไม่ชัดเจนว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้เมื่อไหร่ เพราะน้ำมันแพงอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมา

อย่างไรก็ตาม ในทั้ง 2 Scenario ดังกล่าว ทองคำยังคงเป็น “ประกันให้กับพอร์ต” ที่สำคัญ ใน Best Case ทองอาจแกว่งตัวในกรอบ $4,600-5,300 ส่วนใน Worst Case ทองมีโอกาสทำ All Time High ใหม่ได้ไม่ยาก เพราะปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่งทั้งการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก ความกังวลหนี้สาธารณะของประเทศมหาอำนาจ และดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว

 

2.น้ำมัน : มีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องระวังความผันผวน

น้ำมันคือสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบตรงที่สุดจากความขัดแย้งรอบนี้ ราคา WTI ปรับขึ้นมาแล้วราว 12-15% ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริงเรามองว่า Upside ยังมีอีกมากน้ำมันอาจจะพุ่งไปถึง 120$ ได้ แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็อาจย่อแรงได้เร็วพอกัน เพราะ OPEC+ มีกำลังการผลิตสำรองและมีแรงจูงใจในการเพิ่มผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลน สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง กองทุนน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ต้องระวังเรื่องสัดส่วนการลงทุน ที่ควรต้องแบ่งสัดส่วนให้ดี

 

3.ตราสารหนี้ระยะสั้น: ที่พักเงินที่ปลอดภัย

ในภาวะทั้ง Best Case และ Worst Case ที่มีความไม่แน่นอนสูง การถือตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองทุนตลาดเงินในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นคือทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรักษาเงินต้น ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 1.5-2.0% ต่อปี แม้ผลตอบแทนไม่หวือหวา แต่ในช่วงที่ทุกอย่างผันผวน “ผลตอบแทนที่ไม่ติดลบคือผลตอบแทนที่ดีที่สุด”

 

4. กองทุนหุ้นโลก : หาจังหวะลงทุนเพิ่ม และ อย่าขายตอนตลาดกลัว

ถ้าดูจากข้อมูลจากช่วงที่ VIX Spikes ในอดีต ผู้ที่ ” Panic Sell” ในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก มักเป็นกลุ่มที่พลาดผลตอบแทนที่ดีที่สุด เพราะตลาดมักฟื้นกลับมาได้เร็ว ดังนั้นการ “ทยอยสะสม” ในหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้น Semiconductor หุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare หรือ Utilities รวมถึงกองทุนหุ้นโลก (Global Equity) ในจังหวะที่ตลาดปรับฐานลงมา ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจนภาวะแบบนี้

 

*แล้วควรปรับพอร์ตอย่างไรตอนนี้?

สิ่งแรกที่อยากแนะนำนักลงทุน คือ “อย่าตัดสินใจโดยใช้ความกลัว” เพราะจากข้อมูลในอดีต การขายทุกอย่างออกในช่วงที่ดัชนีความกลัว (VIX Index) พุ่งขึ้นสูง ส่วนใหญ่คือการตัดสินใจที่ทำให้เรามักจะเสียใจในภายหลัง

 

สำหรับพอร์ตในปัจจุบัน มีสิ่งที่ควรทำและควรระวังดังนี้

  • อย่าลืมถือกองทุนทองคำไว้ติดพอร์ต: ควรมีสัดส่วนทองคำอย่างน้อย 10-15% เพื่อเป็นประกัน ทั้งใน Best Case และ Worst Case ทองยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
  • เพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: ถ้ารู้สึกว่าความเสี่ยงในพอร์ตสูงเกินไป ให้เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองทุนตลาดเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนราว 1.5-2.0% ต่อปี เพื่อลด Duration และรอดูความชัดเจนก่อน
  • ลดการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน : สำหรับกองทุนต่างประเทศ ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง ดอลลาร์มักแข็งค่าต่อเรื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนตัว ดังนั้นการเพิ่มกองทุนที่ Unhedged ให้กับพอร์ตอาจช่วยให้พอร์ตได้รับผลตอบแทนชดเชยมากจากค่าเงิน แต่นักลงทุนก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
  • อย่าขายหุ้นคุณภาพดี หรือ กองทุนที่อยู่ในธีมการลงทุนที่ดีออกไป : ถ้าถือหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว แนะนำให้ถือต่อไป และมองจังหวะที่ตลาดปรับฐานหนักเป็นโอกาสในการเพิ่ม Position มากกว่าการ Pacnic Sell
  • หลีกเลี่ยงการ Leverage : ความผันผวนที่สูงในช่วงนี้ทำให้การใช้ Leverage มีความเสี่ยงสูงมาก ควรใช้เงินเย็นในการลงทุน รวมถึงควรลดน้ำหนักกองทุนหรือหุ้นขนาดเล็ก ที่มี High Beta กับตลาดหุ้น เพราะถ้าผิดทางจะทำให้เราเจ็บตัวเยอะ

 

*กองทุนธีมที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง

นอกเหนือจากการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทั่วไปแล้ว ยังมีธีมการลงทุนเฉพาะที่มักได้ประโยชน์โดยตรงในภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็น “โอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต” สำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า

 

1. DFENSE : กองทุน DAOL-DEFENSE และ ASP-DEFENSE

ไม่มีธีมไหนที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ตรงกว่า “Defense” อีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่โลกตึงเครียด ประเทศต่างๆต้องเร่งเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศพร้อมกัน ตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ประเทศ NATO ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มงบกลาโหมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเหตุการณ์รอบนี้ก็กำลังเร่งให้หลายประเทศในตะวันออกกลางและเอเชียเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน บริษัทด้านการป้องกันประเทศอย่าง Lockheed Martin, RTX, Northrop Grumman มีออร์เดอร์อาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ Backlog สูงต่อเนื่อง ซึ่ง Demand ลักษณะนี้ไม่ได้หายไปแม้สงครามจะสงบ เพราะประเทศต่างๆ ยังต้องการเสริมสร้างความมั่นคงระยะยาว

 

2.Mining และ Rare Earth : กองทุน DAOL-RARE, TRAREEARTH และ KT-MINING

ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้โลกตื่นตัวกับเรื่อง “ความมั่นคงด้านทรัพยากร” มากขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะ Rare Earth หรือแร่หายากที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ระบบขีปนาวุธ เครื่องบินรบ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ปัจจุบันจีนยังครอบครองการผลิต Rare Earth ราว 60% ของโลก และเริ่มใช้การจำกัดการส่งออก Rare Earth เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเร่งหาแหล่งผลิตทางเลือกอย่างเร่งด่วน ส่งผลให้ราคา Rare Earth และหุ้นกลุ่ม Mining มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว

 

3. Clean Energy & Nuclear: กองทุน PRINCIPAL GCLEAN-A

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเร่งให้โลกเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้น เพราะทุกประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางต่างตระหนักว่า “พลังงานที่ผลิตได้เองคือพลังงานที่ปลอดภัยที่สุด” ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้งบลงทุนด้านพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังให้พลังงานเสถียรภาพสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ Data Center และอุตสาหกรรม AI ต้องการอย่างมาก บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ต่างลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระยะยาวแล้วหลายสัญญา

ท้ายที่สุดแล้ว สงครามและความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ตลาดการลงทุนต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาโดยตลอด และทุกครั้งที่ผ่านมา ตลาดก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถผ่านพ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะสงครามไม่รุนแรง แต่เพราะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เราคิด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่การพยายามทายว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แต่คือการจัดพอร์ตให้รองรับได้ทั้ง 2 ฉากทัศน์ โดยมีทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นเกราะกำบัง ขณะที่ยังคงถือสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีเอาไว้เพื่อรองรับการฟื้นตัวในระยะยาวและสุดท้าย สิ่งที่ข้อมูลในอดีตบอกเราชัดเจนที่สุดคือ “Panic is not a strategy” ความตื่นตระหนกไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุน เพราะในทุกครั้งที่ตลาดกลัวหนักที่สุด มักเป็นจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มี.ค. 69)