
นายศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม, CISA หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน โรโบเวลธ์ จำกัด กล่าวว่า จากเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ต่ออิหร่านพร้อมกัน ภายใต้รหัสปฏิบัติการที่ฝั่งสหรัฐฯ เรียกว่า “Operation Midnight Hammer” และฝั่งอิสราเอลใช้ชื่อ “Operation Roaring Lion” นับเป็นการโจมตีที่มีการวางแผนมาล่วงหน้าหลายเดือน เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และฐานทัพของอิหร่าน
วันนี้คือวันที่ 9 ของความขัดแย้ง และสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบเร็วๆ นี้ ฝั่งทรัมป์ประกาศชัดว่าจะ “ไม่มีการเจรจาใดๆ นอกจากการยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข” ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่าน Pezeshkian ออกมาประกาศว่าอิหร่านจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด อิสราเอลยังคงโจมตีทั้งเตหะรานและเบรุต ส่วนเลบานอนกำลังเผชิญกับการบุกทางบกของอิสราเอลหลังฮิซบอลเลาะห์ยิงตอบโต้ ในฝั่งจีน ปักกิ่งประณามการโจมตีว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งทูตพิเศษมาไกล่เกลี่ยในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่มีท่าทีให้การสนับสนุนทางทหารแก่อิหร่านอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นจีนยังประกาศระงับการส่งออก Rare Earth สำหรับการใช้งานทางทหาร ซึ่งกดดันสหรัฐฯ ในเชิงยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง
เชื่อว่าคำถามที่อยู่ในใจนักลงทุนในช่วงเวลาที่ปั่นป่วน ตอนนี้คือ “ควรทำยังไงกับพอร์ตการลงทุน?” ซึ่งก่อนจะตอบคำถามนั้น เราต้องมาค่อยๆทำความเข้าใจก่อน ว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ มีโอกาสพัฒนาไปในทิศทางไหนได้บ้าง
หลายคนอาจกำลังรู้สึกกลัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงที่ตลาดการลงทุนผันผวนหนักๆ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากเหตุการณ์สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตการเงิน ไปจนถึงโรคระบาด จะพบว่า “ทุกครั้งที่ตลาดผันผวนและร่วงหนัก ตลาดสามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ”
ข้อมูล 25 ครั้งที่ VIX Index หรือดัชนีชี้วัดความกลัว พุ่งแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 บอกว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของ S&P 500 ในช่วง 1 ปีหลังความผันผวนจะกลับมาบวกเฉลี่ย +13.6% และในช่วง 3 ปีอยู่ที่ +46.5% ต่อปี ซึ่งเหตุการณ์ที่ VIX พุ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ ช่วงวิกฤต COVID ในปี 2020 ซึ่ง VIX พุ่งไปถึง 135% ในสัปดาห์เดียว และใครที่เข้าลงทุน S&P 500 ในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตอบแทนถึง +53.2% ภายใน 1 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่านรอบที่ 2 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ VIX พุ่งขึ้นมาแล้ว 48% ซึ่งถือว่าติดอันดับ Top 25 ของ VIX Spikes ในประวัติศาสตร์ สะท้อนว่าความกลัวในตอนนี้นั้น “รุนแรงคล้ายกับหลายเหตุการณ์ในอดีต ที่ตลาดเคยฟื้นกลับขึ้นมาได้”
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เราใช้เรียนรู้แต่ไม่ใช่การรับประกัน และทุกวิกฤตก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับกับทั้ง Best Case และ Worst Case
Best Case : ความขัดแย้งจำกัดวงและสามารถเจรจาได้ในระยะสั้น
Scenario นี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้น คือ อิหร่านให้ความสำคัญกับการตั้งรัฐบาลใหม่หลังสูญเสียผู้นำสูงสุด การโจมตีโต้กลับลดระดับลงจากช่วงแรก และที่สำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดแค่ชั่วคราวแต่ไม่ได้ถูกปิดตาย เนื่องจากทั้งอิหร่าน และ พันธมิตรอย่างจีนเองก็พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันผ่านทางช่องแคบนี้ ถ้าเป็นไปตามนี้ ราคาน้ำมัน Brent น่าจะทรงตัวอยู่ในโซน $80-90 ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมารุนแรง ส่วนตลาดหุ้นโลกน่าจะผันผวนหนักในระยะสั้นอีก 2-4 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ ซึมซับข่าวร้ายและเริ่มฟื้นตัว คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในสงคราม 12 วัน เมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นตลาดปรับตัวลงแรงในช่วงต้น แต่ฟื้นตัวกลับมาได้ค่อนข้างเร็วหลังมีข้อตกลงหยุดยิง
ใน Scenario นี้ ผมมองว่าจาก “ความกลัว” จะกลายเป็น “โอกาส” เพราะตลาดหุ้นที่ร่วงแรงจากข่าวสงครามมักฟื้นตัวเร็วในระยะถัดไปหากสงครามลดความรุนแรงลง
Worst Case: สงครามลุกลามและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดยาว
Scenario นี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมใจรับมือ แม้โอกาสเกิดขึ้นจะน้อยกว่า Best Case แต่ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามาก สัญญาณที่น่ากังวลในตอนนี้คือการที่อิหร่านขยายการโจมตีไปยังโรงงานน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงมีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือสินค้ากว่า 150 ลำไม่สามารถผ่านได้
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริงและยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ ราคาน้ำมัน Brent มีโอกาสพุ่งทะลุ $100 และอาจแตะ $120 ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกอย่างหนัก ผลที่ตามมาคือ Fed จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดหวัง ดอกเบี้ยที่อยู่สูงนานขึ้นจะกดดันการเติบโตเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นทั่วโลกเสี่ยงร่วงแรงและเข้าสู่ช่วง Risk-off อย่างเต็มรูปแบบ และในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งคือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน สำหรับไทยนั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก และสถานการณ์การเมืองในประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตพลังงานถูกจำกัดมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตามถ้าเรามองในแง่ของ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” เชื่อว่าแต่ละฝ่ายไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ในรูปแบบนี้ เพราะ ไม่ได้เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย ซึ่งแม้ผมจะมองว่าโอกาสเกิดได้กรณี Worst Case นี้น้อยมาก แต่นักลงทุนก็ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
1.ทองคำ: ยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ต
ทองคำตอบสนองต่อเหตุการณ์รอบนี้ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดไว้ ในช่วง “สงคราม 12 วัน” เมื่อปีที่แล้ว ทองขึ้นราว $150 แล้วก็ไหลกลับมาเร็วหลังหยุดยิง ส่วนรอบนี้ทองเคลื่อนไหวอยู่แถว $5,100-5,300 โดยถูกกดดันบางส่วนจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและความไม่ชัดเจนว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้เมื่อไหร่ เพราะน้ำมันแพงอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมา
อย่างไรก็ตาม ในทั้ง 2 Scenario ดังกล่าว ทองคำยังคงเป็น “ประกันให้กับพอร์ต” ที่สำคัญ ใน Best Case ทองอาจแกว่งตัวในกรอบ $4,600-5,300 ส่วนใน Worst Case ทองมีโอกาสทำ All Time High ใหม่ได้ไม่ยาก เพราะปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่งทั้งการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลก ความกังวลหนี้สาธารณะของประเทศมหาอำนาจ และดอลลาร์ที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว
2.น้ำมัน : มีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ต้องระวังความผันผวน
น้ำมันคือสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบตรงที่สุดจากความขัดแย้งรอบนี้ ราคา WTI ปรับขึ้นมาแล้วราว 12-15% ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริงเรามองว่า Upside ยังมีอีกมากน้ำมันอาจจะพุ่งไปถึง 120$ ได้ แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็อาจย่อแรงได้เร็วพอกัน เพราะ OPEC+ มีกำลังการผลิตสำรองและมีแรงจูงใจในการเพิ่มผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลน สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง กองทุนน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ต้องระวังเรื่องสัดส่วนการลงทุน ที่ควรต้องแบ่งสัดส่วนให้ดี
3.ตราสารหนี้ระยะสั้น: ที่พักเงินที่ปลอดภัย
ในภาวะทั้ง Best Case และ Worst Case ที่มีความไม่แน่นอนสูง การถือตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองทุนตลาดเงินในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นคือทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรักษาเงินต้น ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 1.5-2.0% ต่อปี แม้ผลตอบแทนไม่หวือหวา แต่ในช่วงที่ทุกอย่างผันผวน “ผลตอบแทนที่ไม่ติดลบคือผลตอบแทนที่ดีที่สุด”
4. กองทุนหุ้นโลก : หาจังหวะลงทุนเพิ่ม และ อย่าขายตอนตลาดกลัว
ถ้าดูจากข้อมูลจากช่วงที่ VIX Spikes ในอดีต ผู้ที่ ” Panic Sell” ในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก มักเป็นกลุ่มที่พลาดผลตอบแทนที่ดีที่สุด เพราะตลาดมักฟื้นกลับมาได้เร็ว ดังนั้นการ “ทยอยสะสม” ในหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้น Semiconductor หุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare หรือ Utilities รวมถึงกองทุนหุ้นโลก (Global Equity) ในจังหวะที่ตลาดปรับฐานลงมา ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจนภาวะแบบนี้
สิ่งแรกที่อยากแนะนำนักลงทุน คือ “อย่าตัดสินใจโดยใช้ความกลัว” เพราะจากข้อมูลในอดีต การขายทุกอย่างออกในช่วงที่ดัชนีความกลัว (VIX Index) พุ่งขึ้นสูง ส่วนใหญ่คือการตัดสินใจที่ทำให้เรามักจะเสียใจในภายหลัง
สำหรับพอร์ตในปัจจุบัน มีสิ่งที่ควรทำและควรระวังดังนี้
- อย่าลืมถือกองทุนทองคำไว้ติดพอร์ต: ควรมีสัดส่วนทองคำอย่างน้อย 10-15% เพื่อเป็นประกัน ทั้งใน Best Case และ Worst Case ทองยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
- เพิ่มสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: ถ้ารู้สึกว่าความเสี่ยงในพอร์ตสูงเกินไป ให้เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองทุนตลาดเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนราว 1.5-2.0% ต่อปี เพื่อลด Duration และรอดูความชัดเจนก่อน
- ลดการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน : สำหรับกองทุนต่างประเทศ ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง ดอลลาร์มักแข็งค่าต่อเรื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนตัว ดังนั้นการเพิ่มกองทุนที่ Unhedged ให้กับพอร์ตอาจช่วยให้พอร์ตได้รับผลตอบแทนชดเชยมากจากค่าเงิน แต่นักลงทุนก็ต้องเข้าใจความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
- อย่าขายหุ้นคุณภาพดี หรือ กองทุนที่อยู่ในธีมการลงทุนที่ดีออกไป : ถ้าถือหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้ว แนะนำให้ถือต่อไป และมองจังหวะที่ตลาดปรับฐานหนักเป็นโอกาสในการเพิ่ม Position มากกว่าการ Pacnic Sell
- หลีกเลี่ยงการ Leverage : ความผันผวนที่สูงในช่วงนี้ทำให้การใช้ Leverage มีความเสี่ยงสูงมาก ควรใช้เงินเย็นในการลงทุน รวมถึงควรลดน้ำหนักกองทุนหรือหุ้นขนาดเล็ก ที่มี High Beta กับตลาดหุ้น เพราะถ้าผิดทางจะทำให้เราเจ็บตัวเยอะ
นอกเหนือจากการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ทั่วไปแล้ว ยังมีธีมการลงทุนเฉพาะที่มักได้ประโยชน์โดยตรงในภาวะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็น “โอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต” สำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า
1. DFENSE : กองทุน DAOL-DEFENSE และ ASP-DEFENSE
2.Mining และ Rare Earth : กองทุน DAOL-RARE, TRAREEARTH และ KT-MINING
3. Clean Energy & Nuclear: กองทุน PRINCIPAL GCLEAN-A
ท้ายที่สุดแล้ว สงครามและความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ตลาดการลงทุนต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาโดยตลอด และทุกครั้งที่ผ่านมา ตลาดก็พิสูจน์แล้วว่าสามารถผ่านพ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะสงครามไม่รุนแรง แต่เพราะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เราคิด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้ไม่ใช่การพยายามทายว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ แต่คือการจัดพอร์ตให้รองรับได้ทั้ง 2 ฉากทัศน์ โดยมีทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นเกราะกำบัง ขณะที่ยังคงถือสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีเอาไว้เพื่อรองรับการฟื้นตัวในระยะยาวและสุดท้าย สิ่งที่ข้อมูลในอดีตบอกเราชัดเจนที่สุดคือ “Panic is not a strategy” ความตื่นตระหนกไม่ใช่กลยุทธ์การลงทุน เพราะในทุกครั้งที่ตลาดกลัวหนักที่สุด มักเป็นจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มี.ค. 69)





