ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วง กังวลสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงลงในวันนี้ (12 มี.ค.) หลังจากราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 7% ในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่นักลงทุนไม่มั่นใจว่าปริมาณน้ำมันที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ระบายออกจากคลังสำรองนั้น จะสามารถชดเชยอุปทานที่สูญเสียไปในสงครามตะวันออกกลางหรือไม่

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 54,387.90 จุด ลดลง 637.47 จุด หรือ -1.16%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,719.47 จุด ลดลง 179.29 จุด หรือ -0.69% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,133.20 จุด ลดลง 0.23 จุด หรือ -0.01%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียร่วงลง 1.56% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 0.75%

ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 6.15 ดอลลาร์ หรือ 7.05% สู่ระดับ 93.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเช้าวันนี้ หลังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันระหว่างประเทศ 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำอิรัก ส่งผลให้ตลาดมีความวิตกเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอล ซึ่งยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายลง

ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากถึง 400 ล้านบาร์เรลในวันพุธ (11 มี.ค.) เพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันที่เกิดจากสงคราม โดยการระบายน้ำมันจากคลังสำรองในครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ IEA และมากกว่าจำนวน 182 ล้านบาร์เรลที่เคยเกิดขึ้นหลังรัสเซียใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตียูเครนในปี 2565

อย่างไรก็ดี IEA ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะเข้าสู่ตลาดเมื่อใด โดยระบุว่าการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองจะเป็นไปตามช่วงเวลาที่เหมาะสมตามสถานการณ์ของสมาชิกทั้ง 32 ประเทศ

คริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธเช่นกันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) โดยมีเป้าหมายที่จะฉุดต้นทุนพลังงานให้ต่ำลง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)