
ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้กล่าวต่อรัฐสภาในวันนี้ (12 มี.ค.) ว่า รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นซึ่งยึดมั่นในแนวทางสันติภาพนั้น ไม่ได้ห้ามการให้ความช่วยเหลือด้านการกวาดทุ่นระเบิดที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านสิ้นสุดลง แต่ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดไปยังตะวันออกกลาง
ในระหว่างการตอบข้อซักถามในรัฐสภา ทาคาอิจิกล่าวว่า แม้รายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการวางทุ่นระเบิดในทะเลของอิหร่านรอบช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่ชัดเจน แต่โดยหลักการแล้ว ญี่ปุ่นจะไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกวาดทุ่นระเบิดได้ตราบใดที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการใช้กำลังทหารต่อประเทศอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่อนุญาต เว้นแต่ความอยู่รอดของญี่ปุ่นจะถูกคุกคาม แต่หากสงครามสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ทุ่นระเบิดเหล่านั้นอาจถือเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกทิ้งร้าง และสามารถเก็บกู้ได้โดยไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ
ถ้อยแถลงของทาคาอิจิในรัฐสภา มีขึ้นก่อนที่เธอจะเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามกำหนดการในวันที่ 19 มี.ค. โดยนับจนถึงขณะนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน
ในอดีตที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นเคยส่งเรือกวาดทุ่นระเบิด 6 ลำไปยังอ่าวเปอร์เซียในเดือนเม.ย. ปี 2534 ซึ่งเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนหลังจากสหรัฐฯ เสร็จสิ้นปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Desert Storm) เพื่อปิดฉากสงครามอ่าวเปอร์เซีย โดยเรือกวาดทุ่นระเบิดของญี่ปุ่นเหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จนถึงเดือนต.ค.ของปีดังกล่าว เพื่อกวาดทุ่นระเบิดที่วางโดยอิรัก ซึ่งนับเป็นการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศครั้งแรกของญี่ปุ่นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
แม้ว่าญี่ปุ่นจะหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ แต่ญี่ปุ่นก็ยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมากเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มี.ค.) ทาคาอิจิประกาศว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมัน 80 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ก่อนที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งประวัติศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)





