
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
โดยนายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทย นำโดยหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน ได้มายื่นรายชื่อบุคคลที่พรรคเพื่อไทย จะนำเสนอให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ และคาดว่าหลังจากนั้นจะมีการนัดหมายประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ซึ่งจะมีวาระในการนำเสนอชื่อ ทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และคนที่ 2 เพื่อให้มีการลงมติ ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย จะมีการนำเสนอชื่อทั้งประธาน และรองประธาน รวมทั้งหมด 3 คน ให้มีการลงมติรับรอง
นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องไทม์ไลน์ว่า หลังจากนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรในทั้ง 2 พรรค แต่ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะพูด ซึ่งในขณะนี้เป็นเพียงแค่การนำเสนอ และต้องรอลงมติ และรอการโปรดเกล้าฯ ก่อน โดยเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีขั้นตอนในการเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป
“สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะนำเสนอ คือ ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล เราจะมีพรรคร่วมรัฐบาลครบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพรรคหลัก ประกอบไปด้วยพรรคภูมิใจไทย รวมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็ก ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ที่จะสามารถบริหารทางนิติบัญญัติ และการบริหารประเทศ รวมถึงการดูแลรับใช้ประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
ส่วนจะเสนอชื่อใครเป็นประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า ขอให้รอก่อน มันเป็นมารยาท
สำหรับหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเสนอชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องเป็นคนที่มีความรู้และมีประสบการณ์ ถ้าเป็นไปได้ก็ให้มีความอาวุโส เพราะจะต้องเป็นคนที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอบรู้กฎระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายในระดับหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
เมื่อถูกถามว่าปิดดีลที่ 291 เสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบสั้น ๆ ว่า “แถวๆ นั้นแหละ”
ทั้งนี้ หากวันโหวตนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคกล้าธรรม โหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย พรรคจะดึงเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “บอกแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาล คือ ตรงนี้”
โดยเมื่อถามถึงสาเหตุที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มีจำนวนที่เหมาะสม และสะดวกต่อการบริหารราชการต่าง ๆ ในรัฐสภาแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่าฝ่ายค้านเตรียมประเด็นโจมตีนายกรัฐมนตรีไว้หลายประเด็นนั้น นายอนุทิน มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง โดยพร้อมจะชี้แจง
“เราพร้อมชี้แจง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฝ่ายค้าน เราเป็นผู้แทนราษฎร เราเป็นคนสาธารณะ ก็พร้อมตอบ เพื่อให้คลายความกังวล ซึ่งเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นครั้งนี้หรือครั้งแรก” นายอนุทิน ระบุ

- “อนุทิน” ฝืนใจผลัก “ธรรมนัส” เป็นฝ่ายค้าน ยันความเป็นเพื่อนยังอยู่
เมื่อถามว่าได้มีการยกหูคุยกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย พร้อมพูดถึง ร.อ.ธรรมนัส ที่ต้องไปเป็นฝ่ายค้านว่า “ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย แต่มันก็มีเหตุผลบางอย่าง มันฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรักก็ยังคงมี แต่ก็ไปปฎิบัติหน้าที่ที่ต่างกัน การเมืองก็เป็นอย่างนี้ วันนี้ “หนู” กับ “หนิม” ก็มาอยู่ด้วยกัน” นายอนุทิน กล่าว
การที่พรรคกล้าธรรม สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่แรก แต่เหตุผลใดถึงไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ได้บอกว่าเลือก หรือไม่เลือก แต่เราไม่ต้องการเป็นแกนนำที่เป็นรัฐบาล 300 กว่าเสียง ส่วนจะต้องมีการพูดคุยเพื่อเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ฝากผู้สื่อข่าวเคลียร์ด้วย”
พร้อมระบุว่า หลังจากนี้ ก็ต้องหารือกัน สิ่งที่เห็นไม่ตรงกันในอดีต และนำมาสู่ความขัดแย้ง วันนี้ต้องกลับมาทำงานรับใช้บ้านเมืองด้วยกัน สิ่งที่เป็นประเด็นในอดีต ก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้กลับไปสู่จุดนั้นอีก
เมื่อถามถึงความมั่นใจในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ว่าจะไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมของรัฐมนตรีคนใดมาสะเทือนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีก นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไกด์ไลน์ที่ผูกพันกับองค์กรและบุคคล เพราะต้องส่งรายชื่อมาสุ่มตรวจสอบคุณสมบัติหมดทุกคน
“ถ้าถามว่ารายชื่อผ่านการตรวจสอบหมด แต่พรรคภูมิใจไทย ไม่ถูกใจคนนี้ แล้วขอให้พรรคร่วมเปลี่ยน ยืนยันว่าไม่มี เพราะเป็นสิทธิ์ของพรรคร่วมที่จะต้องทำงานร่วมกัน ทำงานรับใช้บ้านเมือง ไม่ใช่ทำงานรับใช้อารมณ์ตัวเอง” นายอนุทิน กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)





