ม.หอการค้าฯ เปิด 3 Scenario ผลกระทบสงครามตอ.กลาง เลวร้ายสุดกด GDP ดิ่ง 2.3% เสียหาย 4 แสนลบ.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และทำให้มีการปิดช่องแคปฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางที่น้ำมันดิบในตลาดโลกถึง 20% หรือคิดเป็น 20 ล้านบาร์เรล/วัน จะต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยได้จัดทำเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดังนี้

 

กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 15 ดอลลาร์/MMBTU ความขัดแย้งจำกัดวง และคลี่คลายได้เร็ว (โอกาสเกิด 45%)

– ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 23,307 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 32,510 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 8,970 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 64,787 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.35%

– ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 17,286 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 9,265 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 26,551 ล้านบาท

 

กรณีที่ 2 สงครามภูมิภาคยืดเยื้อ (3 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล, ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนาน (โอกาสเกิด 45%)

– ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 80,019 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 97,531 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 20,800 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 198,350 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 1.07%

– ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 44,736 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 27,794 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 72,530 ล้านบาท

 

กรณีที่ 3 สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือน) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติ 20 ดอลลาร์/MMBTU สงครามขยายวงกว้าง ไม่มีกำหนดยุติ (โอกาสเกิด 10%)

– ต้นทุนพลังงาน (น้ำมัน+ก๊าซ) เพิ่มขึ้น 202,885 ล้านบาท, มูลค่าการส่งออกลดลง 195,062 ล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 29,250 ล้านบาท รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจ 427,197 ล้านบาท กระทบต่อ GDP ให้ลดลง 2.31%

– ฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบ 96,186 ล้านบาท รายได้จากภาษีสรรพสามิตที่ลดลง 3 บาท/ลิตร หายไป 55,588 ล้านบาท รวม Fiscal Cost ที่รัฐบาลต้องแบกรับ 151,774 ล้านบาท

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับความเป็นไปได้มากสุด คือสถานการณ์ความขัดแย้งกินเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีโอกาสจะกระทบต่อ GDP ปีนี้ให้หายไปราว 1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในกรอบ 1-1.6% แต่หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้น ก็อาจจะเหลือโตน้อยกว่า 1% ได้ และในกรณีที่ยืดเยื้อและบานปลาย ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ติดลบ แต่จะเป็นในทิศทางเดียวกันทั้งโลกที่เศรษฐกิจติดลบ

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ได้นำเสนอมาตรการบริหารราคาพลังงาน การยืดอายุกองทุนน้ำมันฯ และลดแรงกดดันต้นทุนพลังงานทั้งระบบ ดังนี้

1. ขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซล จาก 30 บาท เป็น 35 บาท/ลิตร โดยการขยับเพดานขึ้นครั้งละ 0.50-1.00 บาท ไปจนถึงระดับราคาที่ 35 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ รายวันลงได้ และยังเป็นการส่งสัญญาณทางจิตวิทยาแก่ตลาดว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้

2. เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล จาก B7 เป็น B10 หรือ B20 โดยการขยับขึ้นอย่างน้อยถึง B10 ตามที่กระทรวงพลังงานเตรียมปรับ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.นี้ จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าได้โดยตรง

3. กดค่าการกลั่น (Refinery Margin) โดยในช่วงที่รัฐใช้เงินสาธารณะอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันอยู่นี้ กระทรวงพลังงาน ควรเจรจากับโรงกลั่นให้ยึด Margin อ้างอิงตามอัตราปกติ จากปัจจุบันที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปแล้วเป็น 6 บาท/ลิตร จากเดิม 2 บาท/ลิตร

4. ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลงจากเดิม 3-5 บาท/ลิตร ซึ่งจะช่วยลดผลภาระประชาชนได้โดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ แต่ถือเป็น cost ที่คาดการณ์ได้ และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

5. มาตรการประหยัดพลังงาน และรณรงค์ลดการใช้น้ำมัน ซึ่งหากลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% จะช่วยชดเชยกับอุปทานที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันได้

 

นายธนวรรธน์ เชื่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งด่านแรก เป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ ที่จะเข้ามาช่วยดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ และป้องกันราคาพลังงานที่ผันผวน ซึ่งอดีตที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ก็เคยมีประสบการณ์ที่สถานะเงินกองทุนฯ ติดลบมาแล้ว

อย่างไรก็ดี เมื่อกองทุนน้ำมันฯ มีภาระสูงเกินไปจนถึงระดับแสนล้านบาท ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันแทน เพราะไม่เช่นนั้นกองทุนน้ำมันจะมีภาระหนี้ในระดับที่สูงมาก แต่ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตถือเป็นฐานสำคัญในการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เพื่อทำให้การจัดเก็บรายได้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ

ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลทราบดีว่าการดูแลราคาพลังงาน มีความสำคัญมากในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน แต่อยากจะฝากว่า ราคาพลังงานที่รัฐบาลดูแลอยู่ส่วนใหญ่ คือ ในภาคของประชาชน ซึ่งในภาคของผู้ประกอบการ ก็ต้องการได้ราคาน้ำมันที่เหมาะสมด้วย เพราะไม่เช่นนั้น หากต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงยากที่จะไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า

“การดูแลในระยะต่อไป ในภาคของผู้ประกอบการก็มีความจำเป็น ตอนนี้ผู้ประกอบการขนส่งไม่ได้เติมน้ำมันที่ปั๊ม แต่ไปเติมจากโรงกลั่น หรือตลาดขายส่ง ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าหน้าปั๊มที่ประชาชนเติมอยู่ ทำให้สุดท้ายแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ ค่าขนส่งภายในประเทศจะสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้าโดยรวม แม้ผู้บริโภคจะได้รับการ save เงินจากราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ท้ายสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ สินค้าจะมีการปรับขึ้นราคา เพราะค่าขนส่ง ซึ่งเห็นสัญญาณชัดแล้วตอนนี้ คือ การบินไทยประกาศขึ้นราคาค่าตั๋วโดยสาร ชัดเจนว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้ หากไม่ดูแลในภาคขนส่ง จะกระเทือนทันที เพราะค่าระวางเรือก็เพิ่มขึ้น 3 เท่า ดังนั้น จึงอยากฝากว่า ถ้ารัฐบาลจะดูแลราคาพลังงานให้กับประชาชน ก็อยากให้ดูแลในภาคของผู้ประกอบการด้วย โดยทำความเข้าใจกับประชาชนว่า การดูแลผู้ประกอบการนั้น ก็เพื่อที่ว่าเมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนค่าขนส่งไม่สูง ก็จะไม่มีการผลักภาระค่าสินค้าไปยังประชาชน” นายธนวรรธน์ กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)