In Focus: จับตา “ทาคาอิจิ” พบ “ทรัมป์” ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลาง

การพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ณ ทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดีนี้ (19 มี.ค.) ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลาง นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ หลังจากที่พันธมิตรของสหรัฐฯ แสดงท่าทีเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของทรัมป์ที่ต้องการให้ส่งเรือรบเข้าไปช่วยคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลก จนทำให้ทรัมป์ประกาศกร้าวว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือทางทหารจากชาติพันธมิตรใด ๆ อีกต่อไป

In Focus ในวันนี้ จึงขอพาท่านผู้อ่านไปจับตาการเจรจาที่เต็มไปด้วยความท้าทายระหว่างผู้นำทั้งสอง

 

สัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ก่อนไฟสงคราม

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในช่วงก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ถูกขนานนามให้เป็น “ยุคทองใหม่” หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น และได้กระชับสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ผ่านการยอมรับนโยบายด้านความมั่นคงและการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนการทุ่มเม็ดเงินลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้เมื่อปีที่แล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะลดภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์และสินค้าอื่น ๆ ของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ประกาศสนับสนุนทาคาอิจิอย่างเต็มที่ในศึกเลือกตั้งญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 ก.พ. พร้อมยกย่องว่า ทาคาอิจิเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ทรงพลัง และชาญฉลาด และเป็นผู้นำที่รักชาติอย่างแท้จริง ขณะที่ทาคาอิจิมีอำนาจเต็มที่ในสภาผู้แทนราษฎร หลังพรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Japan Innovation Party) ครองที่นั่งรวมกันถึง 352 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ส่งผลให้เธอมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างสูงในการผลักดันวาระด้านความมั่นคงและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

Epic Fury พลิกโลกสู่ความไม่แน่นอน

สถานการณ์ที่ดูเหมือนกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดีกลับพลิกผันไปสู่ความไม่แน่นอนในพริบตา เมื่อสหรัฐฯ-อิสราเอล ผนึกกำลังเปิดปฏิบัติการ “Epic Fury” ด้วยการระดมโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้สังหารผู้นำสูงสุดอย่างอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี รวมถึงผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ ของอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งแผ่ขยายออกไปในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ตลาดพลังงานโลกเกิดความปั่นป่วนในระดับที่ไม่เคยปรากฏก่อน

ญี่ปุ่นเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบดังกล่าวเช่นเดียวกัน เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบ 95% จากตะวันออกกลาง และกว่า 70% ในจำนวนดังกล่าวต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ทางการญี่ปุ่นระบุว่า มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถใช้ได้นานถึง 254 วัน แต่การหยุดชะงักของอุปทานในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศอย่างรุนแรง บีบให้รัฐบาลทาคาอิจิต้องเร่งพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการเร่งรัดการกลับมาเปิดใช้งานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

 

การพบปะที่น่าอึดอัด

ในที่สุดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ดำเนินมาถึงจุดที่น่าอึดอัดสำหรับทาคาอิจิ และพันธมิตรรายอื่น ๆ ของสหรัฐฯ เมื่อทรัมป์ได้เรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. ให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความพยายามของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซออกมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองโดยการส่งเรือรบเข้าไปเพื่อรักษาความปลอดภัยและเปิดช่องแคบแห่งนี้

ข้อเรียกร้องดังกล่าวแทบไม่ได้รับการตอบสนอง แม้ว่าทาคาอิจิมีนโยบายสนับสนุนด้านความมั่นคงก็จริง แต่การส่งกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ไปยังพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงเป็นการกระทำที่อาจถือเป็นการใช้กำลังทหารต่อประเทศอื่น ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น เว้นแต่จะเป็น “สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด” (Survival-Threatening Situation) ของญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นยังคงยืนยัน ณ วันที่ 16 มี.ค. ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ถึงระดับดังกล่าว และญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบออกไปปฏิบัติภารกิจคุ้มกัน

ท่าทีของนานาประเทศรวมถึงญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์เป็นอย่างมาก จนเขาต้องเปลี่ยนแนวทางและประกาศในวันอังคาร (17 มี.ค.) ว่า กองกำลังสหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพันธมิตรอีกต่อไป โดยโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น!” แม้ว่าการประกาศดังกล่าวของทรัมป์จะลดแรงกดดันต่อทาคาอิจิในการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง แต่ก็อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่น ๆ แทน

 

ประเด็นในการหารือ

แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ การพบปะกันระหว่างสองผู้นำ ก็ไม่ได้มีเพียงประเด็นเกี่ยวกับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความมั่นคงในระยะยาวต่าง ๆ ที่ทาคาอิจิต้องการได้รับคำยืนยันจากสหรัฐฯ โดยประเด็นสำคัญที่จะมีการตกลงกัน ได้แก่

1. การเข้าร่วมโครงการป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) ที่ริเริ่มโดยทรัมป์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเครือข่ายดาวเทียมที่ครอบคลุม ซึ่งสามารถตรวจจับ ติดตาม และสกัดกั้นขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทาคาอิจิเตรียมประกาศแผนการดังกล่าวระหว่างการหารือกับทรัมป์ในวันพฤหัสบดีนี้

2. การขอให้ช่วยผลิตหรือร่วมพัฒนาขีปนาวุธ เพื่อทดแทนคลังยุทโธปกรณ์ที่ลดลงจากการทำสงครามกับอิหร่าน รวมถึงการสนับสนุนยูเครน โดยรัฐบาลของทาคาอิจิเพิ่งได้เสนอผ่อนคลายกฎระเบียบการส่งออกยุทโธปกรณ์เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา

3. การขยายขอบเขตการแบ่งปันข้อมูลลับ ผ่าน “Security Cloud” ของสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจแบบบูรณาการและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเลือกเป้าหมายโจมตี

4. การจัดซื้อน้ำมันดิบจากอะแลสกา โดยทาคาอิจิมีแผนจะยื่นข้อเสนอดังกล่าวระหว่างการหารือ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของทรัมป์ในการเพิ่มการผลิตพลังงานฟอสซิลภายในประเทศ

5. การบรรลุข้อตกลงในโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมต่อเรือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมนี้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ตลอดจนการฝึกอบรมบุคลากรในอุตสาหกรรม หลังเผชิญกับการขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่องของผู้ผลิตจากจีน

 

มุมมองของชาวญี่ปุ่นและการเมืองภายในประเทศ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการพบปะกับทรัมป์ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในญี่ปุ่น โดยผลการสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นกว่า 85% มีความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่ แม้คนส่วนใหญ่สนับสนุนความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ แต่มีเพียง 50% ที่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นนิ่งเฉย ไม่ประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านได้ใช้โอกาสนี้โจมตีทาคาอิจิว่า กำลังลากญี่ปุ่นเข้าไปพัวพันกับสงครามของประเทศอื่น และเรียกร้องให้เธอใช้บทบาทการเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ในการเป็นกาวใจเพื่อหาทางออกทางการทูต โดยทาคาอิจิเองก็พยายามรักษาสมดุลด้วยการยืนยันว่า เป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นและการอพยพพลเรือน

การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับทาคาอิจิในการพิสูจน์ความสามารถที่จะรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้นำที่คาดเดาได้ยากอย่างทรัมป์ โดยไม่ต้องแลกกับการละเมิดกฎหมายหรือสันติภาพภายในประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีแนวโน้มจะยุติง่าย ๆ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)

ข่าวล่าสุด