
รัฐบาลกาตาร์ประกาศให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านประจำกรุงโดฮา รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสำนักงานทั้งหมด เป็น “บุคคลที่ไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) เมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) พร้อมสั่งให้อพยพออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรง หลังจากอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตี “ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมและแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของกาตาร์
กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงจุดยืนดังกล่าว โดยระบุว่าพฤติกรรมของอิหร่านคือการรุกรานและมุ่งเป้าโจมตีอธิปไตยรวมถึงความมั่นคงของกาตาร์อย่างป่าเถื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ “เป็นการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดต่อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817 ตลอดจนทำลายหลักการการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอย่างโจ่งแจ้ง”
นอกจากนี้ ทางการกาตาร์ยังได้ส่งคำเตือนไปถึงรัฐบาลเตหะรานว่า หากยังคงดึงดันใช้แนวทางอันเป็นปรปักษ์ต่อไป กาตาร์ก็พร้อมจะยกระดับมาตรการให้เด็ดขาดขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยกระทรวงฯ เน้นย้ำว่า “เราขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ”
สำหรับเหตุการณ์ถล่มแหล่งก๊าซในกาตาร์ ถือเป็นระลอกคลื่นล่าสุดของความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่กำลังลุกลามบานปลาย โดยวิกฤตการณ์ครั้งนี้ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากกองทัพอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการทางทหารร่วมกันเพื่อโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วราว 1,300 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในเวลานั้น
เพื่อเป็นการล้างแค้น อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธและส่งฝูงโดรนโจมตีเป้าหมายในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอิสราเอล จอร์แดน อิรัก ตลอดจนชาติต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับที่เป็นฐานที่ตั้งยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ การสู้รบที่ขยายวงกว้างนี้คร่าชีวิตผู้คนและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งยังสร้างความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศอีกด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)





