“Epic Fury” ปฏิบัติการเดือดที่ทำคนอเมริกันเดือดดาล หรือปืนจะสำคัญกว่าปากท้อง?

เงินจำนวน 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐทำอะไรได้บ้าง? เม็ดเงินมหาศาลนี้อาจนำไปใช้สมทบทุนสร้างคลินิกชุมชนได้หลายพันแห่ง พลิกฟื้นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม หรือจัดสรรเป็นสวัสดิการดูแลสุขภาพให้แก่ชาวอเมริกันหลายล้านคน ทว่าเพียงช่วงเวลาสัปดาห์เดียว เงินจำนวนนี้กลับมลายหายไปท่ามกลางเสียงระเบิดดังกึกก้องเหนือน่านฟ้าอิหร่าน ทิ้งไว้เพียงผู้เสียชีวิตหลายร้อยราย

ตัวเลขดังกล่าวคือการประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในช่วง 6 วันแรกของปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการต่ออิหร่าน อ้างอิงจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ที่ได้บรรยายสรุปต่อรัฐสภาเกี่ยวกับปฏิบัติการในระยะแรก

ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ในประเด็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความจำเป็นในการทำสงครามครั้งนี้ด้วย

ในขณะที่งบประมาณบานปลาย นักวิจารณ์ต่างชี้ให้เห็นถึงค่าเสียโอกาสภายในประเทศ และตั้งคำถามถึงเหตุผลเบื้องหลัง “สงครามที่เลือกจะทำเอง” ครั้งนี้ ซึ่งนำพาประเด็น “ปืนหรือปากท้อง” (guns or butter) กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง

 

ผลาญงบมหาศาล

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในการบรรยายสรุปต่อรัฐสภา เจ้าหน้าที่เพนตากอนเปิดเผยว่า การระดมโจมตีอิหร่านในช่วง 6 วันแรกมีค่าใช้จ่ายทะลุ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ กระนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายรายต่างแสดงความกังขาและมองว่านี่เป็นเพียงค่าใช้จ่ายงวดแรกเท่านั้น เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ การวางกำลังพล และต้นทุนการส่งกำลังบำรุงระยะยาวที่มหาศาล

คริส คูนส์ สมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรคเดโมแครต กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคาดว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการรวมในปัจจุบันน่าจะสูงกว่านั้นมาก “หากมองแค่ต้นทุนการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทดแทนส่วนที่ใช้ไป ก็ทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว”

ตัวอย่างเช่น มีการประเมินว่าขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กจำนวน 400 ลูกถูกยิงขึ้นสู่น่านฟ้าอิหร่านในช่วง 72 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ โดยแต่ละลูกมีมูลค่าราว 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับการเผาเงินทิ้งเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ผู้เชี่ยวชาญที่คุ้นเคยกับงบประมาณของกระทรวงกลาโหมระบุว่า สงครามครั้งนี้ผลาญเงินไปราว 1-2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 11,500-23,000 ดอลลาร์ต่อวินาที

เม็ดเงินมหาศาลระดับนี้อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เมื่อกระทรวงกลาโหมส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสานต่อปฏิบัติการดังกล่าว สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ทางกระทรวงฯ กำลังยื่นขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ ในขณะที่การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 20 แล้ว

อาร์วา มาห์ดาวี ระบุในบทวิจารณ์บนเว็บไซต์ theguardian.com ว่า ตัวเลขค่าใช้จ่าย 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์นั้นเป็นแค่การเริ่มต้น ไม่มีใครรู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน และผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจก็เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น ทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมัน และค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น ล้วนกำลังตามมา

 

การจัดลำดับความสำคัญที่ผิดเพี้ยน

งบประมาณที่บานปลายถูกจับตามองอย่างหนักจากทั่วประเทศ โดยนักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า แค่เพียงค่าใช้จ่ายในช่วงต้นของความขัดแย้งก็เทียบเท่ากับงบประมาณรายปีสำหรับโครงการสำคัญภายในประเทศแล้ว

เอลิซาเบธ วอร์เรน สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการรับฟังบรรยายสรุปแบบลับว่า “ในขณะที่ไม่มีเงินช่วยเหลือชาวอเมริกัน 15 ล้านคนที่ต้องสูญเสียสวัสดิการรักษาพยาบาล กลับมีเงินวันละพันล้านดอลลาร์ไปใช้ทิ้งระเบิดใส่อิหร่าน”

ความคิดเห็นดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหาร กับการรัดเข็มขัดงบประมาณสำหรับโครงการภายในประเทศ ภายใต้ร่างงบประมาณปี 2569 ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ งบประมาณรายจ่ายทั่วไปที่ไม่ใช่ด้านการทหาร จะถูกตัดงบลงถึง 1.63 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 23% จากระดับที่อนุมัติในปี 2568 โดยหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ไดอานา เดอเก็ตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า งบสงครามที่พุ่งสูงขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนการฝึกอบรมพยาบาลวิชาชีพจบใหม่จำนวน 100,000 คนได้อย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรของประเทศ “แต่เงินจำนวนนี้กลับถูกนำไปใช้ในเวลาเพียง 6 วันกับสงครามที่ผิดกฎหมายและมองไม่เห็นจุดจบ”

นอกเหนือจากด้านสาธารณสุขแล้ว เม็ดเงินจำนวนนี้ยังสามารถนำไปพลิกโฉมโครงการสำคัญในประเทศด้านอื่น ๆ ได้อีก

บทวิเคราะห์จากนิตยสารไทม์ (TIME) พบว่า เงินราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับงบสงครามช่วงต้น สามารถสมทบทุนโครงการช่วยเหลือด้านอาหารเต็มปีให้แก่ชาวอเมริกันราว 5.5 ล้านคน สนับสนุนความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย 800,000 ถึง 1.5 ล้านครัวเรือน หรือให้ทุนสนับสนุนโครงการเรียนฟรีระดับเตรียมอนุบาลอย่างทั่วถึงแก่เด็กราว 900,000 คน

นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวยังสามารถสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ยาวนานกว่า 3 ปี ครอบคลุมอุทยานและพื้นที่สาธารณะกว่า 400 แห่ง

อดัม แกฟฟ์นีย์ ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการทหารเหนือสุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนชาวอเมริกันอย่างน่าตกใจ

“ด้วยเงินจำนวนนั้น เราสามารถเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขหรือการปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ถึงสองเท่า เพื่อให้มั่นใจว่าชาวอเมริกันจะมีอากาศและน้ำที่สะอาด เราสามารถมอบการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนได้หลายล้านคน แต่เรากลับนำเงินก้อนนั้นไปทุ่มให้กับสงครามที่เลือกจะทำเอง” แกฟฟ์นีย์กล่าว

 

สงครามที่เลือกจะทำเอง

หัวใจสำคัญของคำวิจารณ์จากแกฟฟ์นีย์ คือคำถามที่หยั่งรากลึกและน่าวิตกยิ่งกว่า นั่นคือ การโจมตีอิหร่านเป็นความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นเพียงแค่สงครามที่เลือกจะทำเอง?

โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติสหรัฐฯ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) ถึงการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่าเขาไม่อาจสนับสนุนสงครามในอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่รู้สึกขัดต่อมโนสำนึกได้

ในจดหมายที่ส่งถึงปธน.ทรัมป์ เคนต์ระบุว่าเขาไม่สามารถสนับสนุนการส่งคนรุ่นใหม่ให้ไปต่อสู้และล้มตายในสงครามที่ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ใด ๆ แก่ประชาชนชาวอเมริกัน และไม่คุ้มค่ากับชีวิตของชาวอเมริกันที่ต้องเสียไป

ดังที่บทความบนกระดานสนทนาออนไลน์ จัสต์ซีเคียวริตี (Just Security) ได้โต้แย้งไว้ว่า “ปัญหาหลักของการพยายามสร้างความชอบธรรมให้ Operation Epic Fury ด้วยการอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว คือ การโจมตีของสหรัฐฯ นั้นไม่มีความจำเป็นเลย นอกเหนือจากจะไม่ใช่สงครามที่จำเป็นแล้ว…การใช้กำลังโดยไม่จำเป็นยังถือเป็นการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายด้วย”

ตั้งแต่ช่วงแรกที่สงครามปะทุขึ้น ริชาร์ด ฮาสส์ ประธานกิตติคุณของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวในบทความว่า “นี่คือสงครามที่เลือกจะทำเอง” เนื่องจากสหรัฐฯ ยังมีทางเลือกเชิงนโยบายอื่น ๆ อีก

ฮาสส์ให้ความเห็นว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่เร่งด่วนต่อผลประโยชน์อันสำคัญยิ่งของสหรัฐฯ อิหร่านไม่ได้อยู่ในจุดที่จะกลายเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือจะนำอาวุธที่มีอยู่มาใช้โจมตีสหรัฐฯ” พร้อมเสริมว่า การทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่งโดยไม่สูญเสียกำลังพลเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแทรกแซงในเวเนซุเอลาเมื่อไม่นานมานี้ อาจทำให้ทรัมป์และคนรอบข้างมั่นใจอย่างมากว่า สามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยทรัพยากรที่จำกัดในต้นทุนที่ต่ำ

อย่างไรก็ตาม ฮาสส์ได้เตือนว่า “แม้การเริ่มสงครามจะใช้เพียงฝ่ายเดียว แต่การจะยุติสงครามนั้นต้องอาศัยทั้งสองฝ่าย และในขณะนี้อิหร่านก็มีสิทธิที่จะกำหนดแล้วว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะขยายวงกว้างเพียงใดและจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน”

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

ข่าวล่าสุด