
AI อยู่ในชีวิตผู้คนมานานแล้ว แต่การมาถึงของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) และ Generative AI ทำให้กระแส AI ถูกจุดขึ้นและพลิกโฉมโลกที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับวิถีการทำงานไปอีกขั้น แล้วคนไทยมีการปรับตัวต่อ AI ดีแค่ไหน? คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer of SCBX PCL ได้ตอบคำถามดังกล่าวผ่านการแบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงาน “thAI Consumer AI Adoption 2026” ในงาน MarTech Expo 2026
พฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคไทยต่อ AI
คุณสุธีรพันธุ์เผยว่า คนไทยมีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อ AI ระหว่างความตื่นเต้นและความกังวล โดย 74% ของผู้บริโภคเชื่อว่า AI จะทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น และ 71% มองว่า AI มีคุณค่าต่อโลก แต่ในขณะเดียว 66% ระบุว่า พวกเขากลัวว่า AI อาจถูกใช้ในทางที่ผิด 55% กังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล และ 48% กังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของ AI ที่มีอคติ
ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ความกังวลที่มีต่อ AI ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. Fear of Privacy กลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหลทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กร
2. Fear of Bias กลัวว่า AI จะถูกฝึกบนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ยุติธรรม
3. Fear of Replacement กลัวว่าตัวเองจะถูกแทนที่ด้วย AI

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเหล่านี้กลับไม่ได้ทำให้ความสนใจต่อ AI ของคนไทยลดลงเลย เนื่องจากคนไทยกว่า 70% ยังรู้สึกว่า AI ทำให้ตนเองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ได้รักหรือเกลียด แต่อยากเข้าใจมันมากขึ้น
นอกจากนี้ รายงานแสดงให้เห็นด้วยว่า คนไทย 83% ใช้งาน AI แบบ Active หรือรู้ตัวว่ากำลังใช้งาน AI อยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ ผู้ประกอบการ SME และผู้ค้าออนไลน์ โดยในจำนวนดังกล่าวมีสัดส่วนผู้ใช้งาน AI แบบรายวันสูงสุดที่ 49% ผู้ใช้งานรายสัปดาห์ที่ 28% และผู้ใช้งานรายเดือนที่ 6%
ขณะที่อีก 17% เป็นผู้ใช้งาน AI แบบ Passive หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้งาน AI อยู่ ทำให้มีการใช้งาน AI ที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยสัดส่วนผู้ใช้งานรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนอยู่ที่ 14%, 2% และ 1% ตามลำดับ ซึ่งผู้ใช้งานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นพนักงานของรัฐและอาชีพรับจ้างทั่วไป
9 ประเภทผู้ใช้งาน AI ในไทย

เมื่อลองสังเกตพฤติกรรมการใช้ AI โดยแบ่งด้วยระดับการใช้งาน และทัศนคติที่มีต่อ AI ทำให้เห็นว่า ผู้ใช้งาน AI ในไทยมีอยู่ 9 ประเภท ซึ่งรวมเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
กลุ่มที่หนึ่ง: ใช้ AI เป็นประจำ แต่ยังคงมีความกังวลหรือไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น โดยผู้ใช้งานประเภทนี้ ได้แก่
1. Skeptical Practitioner ผู้ที่เปิดรับ AI แต่ยังคงระแวงในบางด้าน
กลุ่มที่สอง: ใช้ AI เป็นประจำและมีมุมมองเชิงบวก ได้แก่
2. Pro-formance ผู้ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ
3. Life Optimizer ผู้ที่ใช้ AI เพื่อช่วยให้ชีวิตประจำวันรวดเร็วขึ้น
4. Smart Minimalist ผู้ที่ใช้ AI เท่าที่จำเป็นหรือที่เห็นประโยชน์จริง
กลุ่มที่สาม: ใช้ AI ทางอ้อมหรือแทบไม่ได้ใช้ และมีมุมมองเชิงลบต่อ AI ได้แก่
5. Accidental Adopter ผู้ที่ใช้ AI แบบไม่ตั้งใจ หรือไม่รู้ตัวว่าใช้
6. Digital Rejector ผู้ที่ปฏิเสธเทคโนโลยี และไม่ต้องการให้ AI แทนที่มนุษย์
กลุ่มที่สี่: ใช้ AI ทางอ้อม แต่มีมุมมองเชิงบวกต่อ AI ได้แก่
7. Unaware Trialist ผู้ที่ใช้ AI โดยไม่รู้ตัว โดยมีความสนใจและอยากที่จะเริ่มเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร
8. Silent Doubter ผู้ที่ใช้ AI ด้วยความสงสัย ไม่มั่นใจ แต่ไม่แสดงออก
9. Curious Speculator ผู้ที่สงสัยใครรู้แต่ยังไม่ลองใช้ โดยขอรอดูทิศทาง AI ก่อนลงมือใช้งาน
AI กับการเงินและการธนาคาร

สำหรับพฤติกรรมของผู้บริโภคในภาคการเงินการธนาคาร สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ การใช้จ่าย การออมเงิน การขอสินเชื่อ และ การลงทุน ซึ่งเมื่อพิจารณาปัญหาในแต่ละด้านแล้วจะเห็นได้ว่า สามารถนำ AI มาใช้ตอบโจทย์ได้ โดยแบ่งเป็น 4 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 – Confidence Through Trust (ความมั่นใจเพราะความไว้ใจ) ทำให้ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในระบบ เช่น การทำเกราะป้องกันการหลอกลวง (Scam Shield)
ขั้นที่ 2 – Effortless Experience (เหนื่อยน้อยแต่ได้มาก) สร้างความสะดวก รวดเร็ว และเรียบง่ายในการทำธุรกรรมโดยที่ผู้ใช้งานยังคงควบคุมได้เอง โดยเป็นทำงานร่วมกันแบบกึ่งอัตโนมัติกึ่งมีส่วนร่วม
ขั้นที่ 3 – Unified Intelligence (ระบบอัจฉริยะที่รวมเป็นหนึ่งเดียว) ทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด และสร้างคำแนะนำเชิงบริบท กลายเป็นผู้ชี้นำและให้ความรู้แก่ผู้ใช้
ขั้นที่ 4 – Proactive Partner (พันธมิตรเชิงรุก) เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเป็นการลงมือแบบอัตโนมัติและสร้างการเติบโต โดย AI จะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใช้งานให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน
คุณสุธีรพันธุ์ได้สรุปทิ้งท้ายเกี่ยวกับการที่ผู้ให้บริการจะนำ AI มาประยุกต์ใช้ว่า คนไทยไม่ได้ต่อต้าน AI เพียงแต่ยังไม่เชื่อมั่นและยังไม่เห็นว่าสะดวกพอที่จะใช้งานเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ปลอดภัย ราบรื่นไร้รอยต่อ และรวดเร็ว จึงจะเป็นผู้ชนะ เพราะ “ความเชื่อมั่น” คือเหตุผลที่ผู้คนจะเริ่มต้นใช้ AI และ “ความสะดวกสบาย” คือเหตุผลที่คนจะใช้งานต่อ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 69)





