
นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า โควิด-19 ไม่ได้หมดไปจากโลกและจะยังคงอยู่กับเราตลอดไป สำหรับในประเทศไทยฤดูกาลของโควิด-19 กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะหลังสงกรานต์และเข้าสู่ฤดูฝนโดยจะเริ่มตั้งแต่พฤษภาคมไปจนถึงกันยายน จะเป็นฤดูกาลที่มีอุบัติการณ์สูงของทุกปีที่ผ่านมา
การเรียกชื่อโควิด-19 ถ้าเรียกเป็นตัวอักษร A B C และตัวเลข นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อระบบนี้ว่า Pangolin หรือ “ตัวนิ่ม” แต่จะเป็นการยากที่เข้าใจ ดังนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงตั้งชื่อเป็นอักษรละติน โดยเริ่มตั้งแต่แอลฟา เบต้า แกมม่า และไล่มาเรื่อย ๆ จนมาถึงโอมิครอน
ในยุคของโอมิครอน ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก โดยมีไวรัสในกลุ่ม BA.1, BA.2 BA.3 … BA.5 และถ้ามีลูกหลานต่อไป สายพันธุ์ก็หยุดตรงโอมิครอน และเรียกลูกหลานโดยใส่จุดต่อไปเช่น BA.2.1, BA.2.8.6 และเมื่อกลายพันธุ์มากขึ้น ก็ขยับตัวอักษรขึ้นไปเรื่อย ๆ จาก BA จนถึง BZ แล้วก็ขยับไปเรื่อย ๆ
เราจะเห็นสายพันธุ์ที่เราคุ้น เช่น JN.1 ที่ระบาดมากเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วก็มาเขยิบตัวอักษรขึ้นเป็น NB.1 และระบาดมากในปีที่แล้วเป็น NB.1.8.1 การเรียกชื่อแบบนี้ เป็นการยากที่ชาวบ้านจะเข้าใจ จึงมีการตั้งชื่อเล่นของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยเอาชื่อดวงดาวมาตั้งบ้าง ชื่อเทพนิยายของกรีก และชื่อต่าง ๆ ตามการกลายพันธุ์มาตั้งเป็นชื่อเล่นที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นการง่ายสำหรับการเข้าใจของบุคคลทั่วไป
นพ.ยง กล่าวว่า การแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 จะแตกลูกหลานออกไปเรื่อย ๆ จากเดิมเป็นสายพันธุ์อู่ฮั่น หรือเดิมเรียกว่าสายพันธุ์ S เมื่อมาระบาดนอกประเทศจีน ก็เป็นสายพันธุ์ L สายพันธุ์ L แตกลูกหลานที่แพร่กระจายได้เร็ว ก็เข้ามาแทนที่ คือสายพันธุ์ G แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นตัวอักษรลาตินตามองค์การอนามัยโลก แล้วแตกลูกหลานออกมา
สายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ที่พร้อมกับ BA.1, BA.2 … แต่สายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่สงบนิ่ง ไม่มีลูกหลาน สู้สายพันธุ์ BA จุด 2 ไม่ได้ ที่แตกลูกหลานออกมาจนถึงปัจจุบัน สายพันธุ์ BA.3 โดยเฉพาะ BA.3 หลบซ่อนนิ่งอยู่ตั้งแต่ปี 2024 แล้ววันดีคืนดี มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็น BA.3.2 ที่ติดต่อได้ง่าย โผล่ขึ้นมาหลังจากสงบนิ่งมานานกว่า 2 ปี เมื่อแพร่กระจายง่ายก็เข้ามาครองตลาดแทนที่สายพันธุ์ที่มาจากลูกหลานของ BA.2 ที่ไปไกลถึงสายพันธุ์ K และ P แล้ว
ซึ่งเกิดปรากฏการณ์หลังจากซ่อนนิ่ง แล้วโผล่ขึ้นมานี้ มีพฤติกรรมคล้ายกับ “จั๊กจั่น” วงจรชีวิตของจั๊กจั่นตัวแก่ จะขึ้นจากดินมาร้องเพลงให้เราฟังและผสมพันธุ์ออกไข่เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาเพียง 2-3 เดือนเท่านั้นในฤดูร้อน หลังจากนั้น ไข่ก็จะร่วงลงดินเกิดเป็นตัวอ่อนนิ่ม ใช้ลงไปในดิน และเปลี่ยนแปลง เป็นตัวหนอนที่อยู่ใต้ดิน 1 ถึง 2 ฟุต กินรากไม้เป็นอาหารหลบซ่อนอยู่เป็นปี หรือหลายปี แล้วก็โผล่พรวดออกมาลอกคราบเป็นตัวแก่มาร้องเพลง
“การหลบซ่อนเป็นระยะยาวนานเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนโควิด-19 สายพันธุ์ BA.3.2 เลยตั้งชื่อสายพันธุ์นี้ว่า Cicada แปลว่าจั๊กจั่น เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายกับจั๊กจั่น” นพ.ยง กล่าว
พร้อมระบุว่า ไวรัสนี้ ไม่ได้มีพาหะหรือซ่อนตัวอยู่ในจั๊กจั่น หรือไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวจั๊กจั่น เป็นเพียงพฤติกรรมที่คล้ายกันเท่านั้น เชื้อนี้ไม่ได้ก่อความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น เพราะเคยกล่าวไว้แล้วว่าการกลายพันธุ์อย่างไรก็ตามแต่ ส่วนใหญ่แล้วจะลดความรุนแรงของโรคลง และไวรัสก็จะอยู่กับเราตลอดไป
“สำหรับในประเทศไทย ฤดูกาลของโควิด-19 กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะหลังสงกรานต์และเข้าสู่ฤดูฝน โดยจะเริ่มตั้งแต่พฤษภาคมไปจนถึงกันยายน จะเป็นฤดูกาลที่มีอุบัติการณ์สูงของทุกปีที่ผ่านมา เตรียมตัวกันได้แล้ว” นพ.ยง กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)





