ตลาดหุ้นยุโรปดีดตัวหลังร่วงหนัก นักวิเคราะห์เตือนรีบาวด์ชั่วคราว

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันจันทร์ (30 มี.ค.) โดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มสื่อปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า การฟื้นตัวดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงขยายวงกว้าง

  • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 580.73 จุด เพิ่มขึ้น 5.43 จุด หรือ +0.94%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,772.45 จุด เพิ่มขึ้น 70.50 จุด หรือ +0.92%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,562.88 จุด เพิ่มขึ้น 262.13 จุด หรือ +1.18% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,127.96 จุด เพิ่มขึ้น 160.61 จุด หรือ +1.61%

 

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลงแล้ว 8.5% ในเดือนนี้ และมีแนวโน้มจะร่วงลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของโรคโควิด-19 สร้างความปั่นป่วนให้กับนักลงทุน

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน 1 เดือน เป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ขัดแย้งกันจากสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับความพยายามยุติการสู้รบ ทำให้นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้น

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เข้าร่วมความขัดแย้ง โดยเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งแรกในสงครามครั้งนี้ ส่งผลให้ความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของความขัดแย้งเพิ่มสูงขึ้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดหุ้นยุโรปอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากกว่า จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

เขาระบุว่า ตลาดมองโลกในแง่ดีเกินไปว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะยุติลงอย่างรวดเร็ว

ในระหว่างการซื้อขายในวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเหนือระดับ 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยในเวลาต่อมา แต่ยังคงมีแนวโน้มทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลกระทบจากสงครามดันเงินเฟ้อเยอรมนีสูงขึ้น โดยข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เร่งตัวขึ้นในเดือนมี.ค. จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอาจเพิ่มขึ้นต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนและหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 2.7% และหุ้นกลุ่มสื่อเพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่หุ้นพลังงานรายใหญ่อย่าง Shell และ TotalEnergies ปรับตัวขึ้น 2.1% และ 3.2% ตามลำดับ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7%

หุ้น Orsted พุ่งขึ้น 7% หลัง BofA Global ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ โดยระบุว่าภาพรวมธุรกิจพลังงานลมนอกชายฝั่งมีแนวโน้มดีขึ้นจากผลของสงคราม

Tauron Polska Energia เปิดเผยว่า อาจจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 12.3%

บริษัทพลังงานจากโปแลนด์ดังกล่าวเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี ตามด้วย Norsk Hydro ผู้ผลิตอะลูมิเนียมที่พุ่งขึ้น 9.5% จากความกังวลด้านอุปทานที่หนุนราคาของโลหะ

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันปรับตัวลง 0.6% โดยหุ้น Air France และหุ้น Lufthansa ต่างปรับตัวลดลง 1.5%

หุ้น Rio Tinto ที่จดทะเบียนในสหราชอาณาจักร ปรับตัวขึ้น 3.5% หลังบริษัทระบุว่าการดำเนินงานที่ท่าเรือส่งออกแร่เหล็ก 3 ใน 4 แห่งในภูมิภาค Pilbara กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง หลังพายุไซโคลนเขตร้อน Narelle พัดผ่านพื้นที่ดังกล่าว

นักลงทุนยังคงติดตามแนวโน้มนโยบายการเงิน โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ภายในสิ้นปี 2569

มุมมองดังกล่าวเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากก่อนเกิดสงคราม ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปี

ฟรองซัวส์ วิลเลอรัว เดอ กัลโอ ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศสกล่าวว่า ธนาคารกลางยุโรปมีความมุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานขยายวงกว้าง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะหารือเกี่ยวกับช่วงเวลาที่อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)