
ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศปี 2569 สู่ระดับ 4% – 5% สูงกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้วที่ระดับ 4% – 4.5% โดยคาดว่าความแข็งแกร่งของอุปสงค์และการลงทุนภายในประเทศจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงในขณะนี้
อับดุล ราชีด กัฟฟูร์ ผู้ว่าการ BNM ระบุในรายงานทบทวนเศรษฐกิจและการเงินประจำปีในวันนี้ (31 มี.ค.) ว่า ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจภายในประเทศและโครงสร้างการส่งออกที่หลากหลายของมาเลเซีย เป็นปัจจัยสนับสนุนรากฐานทางเศรษฐกิจให้มั่นคง ซึ่งช่วยให้มาเลเซียสามารถรับมือกับอุปสรรคจากภายนอกได้
เศรษฐกิจมาเลเซียทำผลงานได้ดีเกินคาดในปี 2568 โดยสามารถรับมือกับความท้าทายจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในเอเชีย และกลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดแห่งใหม่ของนักลงทุนทั่วโลก โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2568 ของมาเลเซียขยายตัว 5.2% โดยได้แรงหนุนจากความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ BNM คาดการณ์ว่า ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีส่งออกของมาเลเซียที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวที่มีเสถียรภาพ และการที่มาเลเซียมีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ จะช่วยเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจจากความเสี่ยงของสงคราม แม้ว่ามาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการทดสอบครั้งใหม่ เนื่องจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ BNM กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เพิ่มความไม่แน่นอนอีกระดับหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ทั้งต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และภาวะตลาดการเงิน โดยระดับของผลกระทบต่อการเติบโตและเงินเฟ้อนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความรุนแรงของความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ BNM กล่าวว่า แม้สงครามที่ยืดเยื้ออาจฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานสูงขึ้นจนส่งผลต่อเงินเฟ้อ แต่ BNM จะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)





