
ถ้ามีการตั้งสมมติฐานที่ว่า “สงครามสหรัฐ–อิหร่านยุติลงจริง” นักลงทุนคงอยากทราบว่า สถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงจะตกอยู่ที่หุ้นตัวใด
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่า ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะถูกถอดออกจากระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในตลาดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันถูกบวก risk premium เข้าไปจากความกังวลเรื่องการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางลำเลียง เช่น ช่องแคบ Hormuz
เมื่อความเสี่ยงนี้ลดลง ราคาน้ำมันและค่าขนส่งพลังงานมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อ และพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค
อุตสาหกรรมแรกที่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนที่สุดคือ การบินและขนส่งทางอากาศ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้างต้นทุน การลดลงของราคาน้ำมันไม่ได้เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังมีผลเชิงคุณภาพต่อกำไร
เนื่องจากราคาตั๋วหรือค่าบริการมักไม่ลดลงทันทีในสัดส่วนเดียวกับต้นทุน ทำให้มาร์จิ้นขยายตัวได้เร็ว
นอกจากนี้ เมื่อความเสี่ยงสงครามลดลง ผู้โดยสารจะมีความมั่นใจในการเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ทั้ง ความต้องการและ ความสามารถในการทำกำไร ฟื้นตัวพร้อมกัน ถือเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ทั้ง ด้านต้นทุน และ การกลับมาของรายได้ ในเวลาเดียวกัน
ตัวถัดมาคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและสนามบิน ซึ่งไม่ได้รับผลบวกจากต้นทุนน้ำมันโดยตรง แต่ได้รับอานิสงส์จากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น สายการบินจะเพิ่มเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวจะวางแผนเดินทางล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น ทำให้จำนวนผู้โดยสาร (Passenger traffic) และเที่ยวบิน (Flight movements) เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักของธุรกิจสนามบิน อุตสาหกรรมนี้จึงเป็นตัวแทนของ volume recovery มากกว่าการปรับตัวของต้นทุน อย่างที่อธิบายไปเบื้องต้น
อีกกลุ่มที่ได้รับผลบวกต่อเนื่องคือ การท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อจิตวิทยาของนักเดินทางสูงมาก แม้ความขัดแย้งจะไม่ได้เกิดในประเทศปลายทางโดยตรง อย่าวประเทศไทย แต่ความไม่แน่นอนระดับโลกสามารถทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางได้ เมื่อความเสี่ยงลดลง การตัดสินใจท่องเที่ยวจะกลับมาเร็ว ส่งผลให้ทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy rate) และราคาห้องพัก (Room rate) มีแนวโน้มปรับดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างไทยจะได้รับอานิสงส์ชัดเจน เพราะเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ในมิติที่กว้างขึ้น ธุรกิจอาหารและการบริโภคในประเทศ ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรง แต่ได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้ค่าขนส่ง วัตถุดิบ และต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมลดลง
ขณะเดียวกัน เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนคลาย กำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัว ทำให้การใช้จ่ายในร้านอาหารและบริการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ธุรกิจกลุ่มนี้จึงได้ประโยชน์ทั้งจากฝั่งต้นทุน(Cost side)และ ฝั่งความต้องการซื้อ (Demand side)พร้อมกัน
อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ โลจิสติกส์และขนส่งโดยเฉพาะการขนส่งทางบกและทางเรือ ซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสำคัญ การลดลงของราคาพลังงานช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรทันที
นอกจากนี้ หากการค้าโลกฟื้นตัวจากความเสี่ยงที่ลดลง ปริมาณการขนส่งสินค้าก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้เติบโตควบคู่ไปกับต้นทุนที่ลดลง
ในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ กลุ่มค้าปลีกและธุรกิจที่อิงกับกำลังซื้อในประเทศก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน เมื่อราคาพลังงานลดลง ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานน้อยลง เช่น ค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้า ทำให้มีรายได้เหลือสำหรับการใช้จ่ายอื่นมากขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นจากสถานการณ์โลกที่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้การบริโภคโดยรวมฟื้นตัว
หากมองเป็นลำดับเหตุและผล จะเห็นภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เริ่มจากสงครามยุติ ความเสี่ยงด้านพลังงานลดลง ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งลดลง เงินเฟ้อผ่อนคลาย กำลังซื้อและความเชื่อมั่นฟื้นตัว การเดินทางและการบริโภคเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่อิงกับการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในประเทศได้รับประโยชน์เป็นลำดับ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลบวกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่จะไหลผ่านระบบเศรษฐกิจเป็นคลื่นที่จะค่อยๆมา โดยกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยตรง เช่น การบิน จะตอบสนองเร็วที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางและท่องเที่ยว และสุดท้ายคือการบริโภคในประเทศ
ดังนั้นการประเมินโอกาสในแต่ละอุตสาหกรรมจึงต้องพิจารณาทั้งความเร็วของผลกระทบและความต่อเนื่องของการฟื้นตัวไปพร้อมกัน
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)





