นายกฯ สั่ง DSI เชือดขบวนการลักลอบ-กักตุน-ค้ากำไรน้ำมันเกินควร แฉพฤติกรรมโกงสูบเงินรัฐ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมแถลงผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า จากการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมการค้าภายใน กองทัพเรือ โดยศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศร.ชล.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมัน ซึ่งพบพฤติกรรมการกักตุน และการค้ากำไรเกินควร ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบประชาชน และทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

พฤติกรรมหลักที่พบการกระทำผิด แบ่งเป็น 1.การประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นราคา และทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 2.การปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน และ 3. การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทาง

ดังนั้น จึงสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยกขึ้นเป็นคดีพิเศษ และให้มีการขยายผลการตรวจสอบออกไป โดยต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เฉียบขาด และไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่

“ขอให้ยึดหลักนี้ คือ การปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ใครที่เอาเปรียบประชาชน ถือเป็นการทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ แม้จะเป็นผู้มีอิทธิพล เราก็จะต้องทำตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด และเคร่งครัด…ได้มอบหมายให้ DSI ตรวจสอบ และขยยายผลเป็นคดีพิเศษ ซึ่งจะต้องมีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พร้อมระบุว่า พฤติกรรมที่ผิดกฎหมายดังกล่าวส่งผลทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินเข้าไปช่วยในการชดเชยราคาน้ำมันเป็นจำนวนมากขึ้นจนสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันติดลบสูงถึง 50,000 ล้านบาท

“การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการค้ากำไรเกินควรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤติพลังงานของโลกที่ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนกับราคาขายมากขึ้น ปัจจุบันกองทุนน้ำมันขาดทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท เงินที่กองทุนฯ เข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันลิตรละ 17 บาทนี้ เรามีเจตนารมย์ที่ต้องการสนับสนุนพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำม้นที่เป็นคนไทย ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุน หรือลักลอบการขนถ่ายน้ำมันไปยังต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องปราบปรามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา” นายกรัฐมนตรี ระบุ

นายกรัฐมนตรี ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลจะดำเนินการในทุกส่วน ทั้งส่วนที่ต้องช่วยเหลือประชาชน อย่างราคาน้ำมันที่ดำเนินการอยู่ และการสร้างความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันให้ได้เติมและใช้งานปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดสงกรานต์ พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาด หรือไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะหากใช้น้ำมันตามภาวะปกติ ไม่ต้องเติมเผื่อ หรือตุนไว้ในแกลลอน ก็จะมีน้ำมันเพียงพอให้บริการเหมือนทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางแนวทางป้องกันไว้ โดยประสานไปยังผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 7 และมาตรา 10 เพื่อให้สแตนด์บายรถขนส่งน้ำมันในช่วงเทศกาลมากเป็นพิเศษ จากเดิมที่เคยมีการกำหนดเวลาสำหรับรถขนส่งน้ำมัน ช่วงนี้ก็จะให้ขนส่งน้ำมันได้ตลอดเวลา เพื่อคลายความกังวลให้กับประชาชนในการเดินทางกลับต่างจังหวัดไปพบกับครอบครัว และใช้วันหยุดให้มีความสุขที่สุด ส่วนกรณีที่ปั๊มน้ำมันหมด ก็จะไปเติมให้อย่างทันท่วงที ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความพยายามของรัฐบาลที่จะมุ่งมั่นแก้ไข และป้องกันปราบปรามการกระทำผิดในเรื่องของน้ำมันให้มากที่สุด และเต็มประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เรามี

นอกจากนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบัน ศบก.ถูกตั้งตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลกำลังจะสิ้นสุดลงวาระลง เพราะฉะนั้นในสัปดาห์หน้าจะมีการตั้ง ศบก.ชุดใหม่ขึ้นมาตามกฏหมาย เน้นการทำงานด้านมาตรการการช่วยเหลือประชาชน และการบริหารจัดการปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน เพื่อประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป

“เราจะเป็น ศบก.พลัส ที่จะต้องมีภารกิจเพิ่มเติมอีกหลายระดับ ที่จะต้องประคับประคองสถานการณ์นี้ต่อไป”นายอนุทิน กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาน้ำมันจากที่อื่น แต่เรายังมีโรงกลั่นในประเทศ มีหน่วยงาน และมีบริษัทที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ที่จะสร้างความมั่นใจว่าเรายังมีช่องทางที่จะสรรหาน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในประเทศไทยให้เป็นปกติมากสุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีคำว่าขาดแคลนเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้ได้สั่งน้ำมันดิบไปแล้วจนถึงต้นเดือนมิถุนายน รวมถึงได้มีการหาน้ำมันจากแหล่งภูมิภาคอื่นอยู่ตลอดเวลา จึงขอให้มันใจว่าเราจะทำทุกวิถีทาง และคำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกเสมอ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยันโรงกลั่นไม่เกี่ยว

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือการที่จับปลายทาง ปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการปกครอง ตรวจสอบต่อไปจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน และอีกส่วนได้มอบให้ดีเอสไอ ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นมายังปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบการกระทำความผิดและมีการจับกุมหลายราย เช่น กรณีที่ จ.อ่างทอง จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และยังตรวจพบการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10

สำหรับกรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทางมีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังเดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร แต่มีน้ำมันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วนราว 57 ล้านลิตร

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำกรณีของ จ.สุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล ซึ่งได้รับการสนับสนุนเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะดูทั้งปริมานคงคลัง การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น โดยจะให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และดำเนินการต่อไป

“จะมีการตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอ และจะมีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมีปริมาณเท่าไร โดยจะรายงานตัวเลขต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง” รมว.ยุติธรรม กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนโรงกลั่น ได้ทำการตรวจสอบระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมันแล้ว ยืนยันว่า โรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกักตุนน้ำมัน มีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่โรงกลั่นไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้

DSI ชี้กรณีจงใจประวิงเวลาขนส่งน้ำมันถือเป็นความผิดร้ายแรง

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเล หรือการลักลอบส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่สิ่งที่ชี้มูลความผิดได้เลย คือ การกักตุนน้ำมัน เพราะกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงในการขนส่ง แต่การพบความผิดปกติในเวลาเดินทาง เข้าข่ายประวิงเวลาการขนส่ง ถือเป็นพฤติการณ์เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเข้าเงื่อนไขในการรับเป็นคดีพิเศษได้ และส่วนอื่นจะมีการขยายผลต่อไป เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว สามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ ยืนยันว่าจะทำเต็มที่

พบ 6 ปั๊ม กั๊กตุนน้ำมัน-เปลี่ยนที่ขนถ่ายน้ำมันปลายทาง-ปฏิเสธการจำหน่าย

พลต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าไปตรวจสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ในช่วงการขาดแคลนน้ำมัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ให้มาดูปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ว่ามีการกักตุน หรือเอาเปรียบประชาชนในช่วงวิกฤติที่น้ำมันขาดแคลนจำนวนมากนั้น จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง โดยตรวจสอบย้อนไปว่ามีสถานีน้ำมันใดที่มี คลังน้ำมันส่งไปยังสถานีบริการการต่างๆ พบว่า มีสถานีบริการ 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่มีการปิดตัวลงจาก 39 แห่ง โดยตรวจสอบทั้งหมดพบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในส่วนการขนส่ง

โดยวิธีการที่เชื่อว่าจะนำไปสู่การกักตุน และนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน คือ คลังน้ำมันมีการจ่ายน้ำมันลดน้อยลง พบว่า บางคลัง เดือนกุมภาพันธ์เคยจ่ายน้ำมัน 18 ล้านลิตร แต่ช่วงเดือนมีนาคม จ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ขณะที่โรงกลั่น มีการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่ไปถึงคลังพบว่าน้ำมันขาด ซึ่งเป็นลักษณะการเก็งกำไร

ทั้งนี้ มีคลังทางภาคเหนือเคยจ่ายน้ำมัน 2,000,000 ลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤตจ่ายแค่ครึ่งเดียวราว 1,200,000 ลิตร จากการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่า มีปัญหาขัดแคลนจำนวนมาก จึงเชื่อว่า จะมีส่วนในการกักตุน ขณะเดียวกันพบว่า คลังน้ำมันบางส่วนไม่มีน้ำมัน จากการตรวจสอบ พบ 4 แห่ง ไม่มีน้ำมันและถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่น มีการส่งน้ำมันให้เต็มที่ ซึ่งตรงนี้จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะอาจจะเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่น ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่าย ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันตามปกติ

พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวอีกว่า มีการตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมันใช้วิธีการสั่งน้ำมันแล้วไม่ลง แต่ข้ามไปจำหน่ายภายนอก ซึ่งได้กำไรมากกว่าหน้าปั๊มลิตรละ 10 บาท เช่น ส่งไปให้ภาคอุตสาหกรรม หรือ ภาคเกษตรกรรม โดยไม่ผ่านหน้าปั๊ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมลักษณะนี้ อยู่หลายแห่ง และกำลังอยู่ระหว่างการขยายผล นอกจากนี้ยังพบการลักลอบการส่งออกน้ำมัน ที่แม่สอด จ.ตาก และจะมีการขยายผลเช่นกัน

ส่วนเรื่องเรือประมงที่มีการเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ Tiktok ของชาวกัมพูชา จากการตรวจสอบ พบว่าเรือลำดังกล่าวเป็นของคนไทย และเชื่อได้ว่าลูกเรือเป็นคนไทย 6 คน สวมทะเบียนชื่อเรือ “โชคชลกร” ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเจ้าของเรือ และจะนำตัวเจ้าของเรือมาสอบอีกครั้งว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งออกน้ำมันกลางทะเลหรือไม่

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)