กัมพูชาเอาจริง ออกกฎหมายปราบแก๊งหลอกลวงไซเบอร์ โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

วุฒิสภากัมพูชามีมติเห็นชอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในวันนี้ (3 เม.ย.) ซึ่งผู้กระทำผิดอาจเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิต

กัมพูชาเป็นศูนย์รวมองค์กรอาชญากรรมต่าง ๆ ที่กระทำการหลอกให้รัก (romance scam) และหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี โดยมีทั้งผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมและผู้ที่ถูกค้ามนุษย์ เพื่อทำการหลอกลวงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ระดับโลกที่ดำเนินการจากศูนย์ปฏิบัติการที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในหลายพื้นที่ ได้ขยายตัวจนมีขนาดในระดับอุตสาหกรรม และอาจมีรายได้ต่อปีสูงถึง 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้กฎหมายใหม่ที่ได้รับการเห็นชอบในวันนี้นั้น หัวหน้าขบวนการศูนย์ฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีเอี่ยวกับการค้ามนุษย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว และทรมาน จะเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และปรับสูงสุด 2 พันล้านเรียล (470,000 ดอลลาร์สหรัฐ) หากปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย ผู้บริหารศูนย์หลอกลวงจะถูกจำคุกตลอดชีวิต

เกิด ริทธ์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกัมพูชากล่าวในการแถลงข่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการกำจัดการฉ้อโกง”

ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มุ่งเป้าไปที่การกำจัดปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ได้รับความเห็นชอบในเบื้องต้นจากรัฐบาลตั้งแต่เดือนมี.ค.

เหล่าผู้เชี่ยวชาญจาก UN ระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อเดือนพ.ค. 2568 ว่า “มีผู้คนหลายแสนคนจากหลากหลายสัญชาติกำลังถูกกักขังและบังคับให้กระทำการฉ้อโกงออนไลน์'”

ทั้งนี้ หลายประเทศได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการหลอกลวงทางไซเบอร์เพื่อรับมือกับการฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบหลอกให้รัก และการหลอกลวงด้านคริปโทเคอร์เรนซี โดยมิจฉาชีพในสิงคโปร์ อาจถูกลงโทษโบยถึง 24 ครั้งในคดีร้ายแรง

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อเดือนก.พ.ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้กำลังทำลายเศรษฐกิจและสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ชื่อเสียงของประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะล้างบาง ขบวนการนี้ให้หมดไป

เจ้าหน้าที่รัฐให้สัญญาว่า จะปิดศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทุกแห่งภายในสิ้นเดือนเม.ย. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการปราบปรามของรัฐบาลไม่น่าจะสามารถขจัดอุตสาหกรรมนี้ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในปี 2568 ว่า การสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอาชญากรรมค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดดังกล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)