
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน และหากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าก็จะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้
และยังเป็นเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น
“จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที”นายอนุสรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็มีการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปกติทั้งสิ้น
นายอนุสรณ์ ยังระบุว่า วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานครั้งนี้คาดว่าจะยาวนาน จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์ต้องเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdownได้ ซึ่งหลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต
ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้
- Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน
- ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.
- ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
- ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes)
- เพิ่มระบบ Car Pool
- ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น
- เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
- หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน
- ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
- บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้ หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น
ซึ่งปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม
ทั้งนี้ หากต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด เช่น ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น รวมถึง การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)




