SET ส่อแววพุ่ง V-Shape รับข่าวตอ.กลางพักรบ-น้ำมันดิ่ง แนะกลยุทธ์ดักหุ้น “โรงไฟฟ้า-การบิน” รับอานิสงส์บาทแข็ง

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า เช้านี้ตลาดการเงินทั่วโลกริ่มเห็นแสงสว่างชั่วคราว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ จากเดิมที่เส้นตายคือเช้าวันนี้เวลา 07.00 น. (ตามเวลาไทย) ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบรับด้วยการการันตีความปลอดภัยในการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน

INVX มองข่าวนี้สร้าง Sentiment เชิงบวกที่รุนแรงในระยะสั้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกลับมาหายใจได้คล่องขึ้นอีกครั้ง สะท้อนจากเช้านี้ DJIA Future ที่พุ่งขึ้น +1.9%DoD และราคาน้ำมัน Brent ดิ่งลง -14% สู่ระดับ $93.5/bbl ช่วยลดแรงกดดันต้นทุนและเงินเฟ้อลงทันที รวมทั้งตลาดหุ้นในเอเชียปรับขึ้นราว 3-5%DoD

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่านี่คือ “การพักรบ” ไม่ใช่ “จบศึก” โดยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นระเบิดเวลาที่ต้องจับตาดูแบบวันต่อวัน และตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกยังมีความผันผวนสูงจนกว่าจะเห็นผลการเจรจาที่เป็นรูปธรรม

ระยะสั้น INVX คาด SET มีโอกาสดีดตัวอย่างรวดเร็ว (ฟื้นตัวแบบ V-Shape) กลับไปทดสอบแนวต้านที่ 1,480-1,500 จุด จาก 3 ปัจจัยหนุน ได้แก่

1) Cost Push Inflation ลดลง: ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิต

2) Baht Appreciation: ราคาน้ำมันลดลงช่วยลดการนำเข้า ส่งผลให้ดุลการค้าดีขึ้นและเงินบาทแข็งค่า ดึงดูด Fund Flow

3) Short Covering: แรงซื้อคืนในหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ทิศทางของ SET ระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับผลการเจรจาเป็นสำคัญ โดยหากเกิดข้อตกลงสันติภาพถาวร คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,530 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นลงทุนและการฟื้นตัวของกำไร บจ.ที่เคยถูกกดดันจากวิกฤติพลังงานก่อนหน้านี้ หรือการเจรจาที่ล้มเหลวหรือเกิดการเผชิญหน้าทางทหารอีกครั้ง คาด SET มีโอกาสจะเผชิญแรงขายลดความเสี่ยง (Panic Sell) ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือต่ำกว่าที่ 1,320-1,350 จุดอีกครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน : เน้นจัดสรรพอร์ตแบบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Adaptive Allocation) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมีความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจา INVX แนะนำให้ปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับระยะเวลาและความผันผวนที่จะเปลี่ยนรูปแบบไป ดังนี้

1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้น (Tactical Play) ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและบาทแข็งค่า รวมทั้ง Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. ระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL

ข้อควรระวัง: ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะหากการเจรจาล้มเหลว หุ้นกลุ่มนี้จะถูกเทขายกลับทันที นอกจากนี้ยังแนะนำระมัดระวังแรงขายระยะสั้นใน 1) หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) หลังราคาน้ำมันปรับฐาน และ 2) ทองคำ (Gold) และหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense) จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่หายไป

2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)

3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว ลดผลกระทบจากความผันผวนของ Bond Yield พร้อมทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ช่วยลดแรงกระแทกหากน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง เช่น PTTEP (ตั้งจุด Trailing Stop เสมอ) นอกจากนี้ควรสะสมหุ้น High Dividend (Yield > 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและจำกัด Downside ของพอร์ตระยะสั้น เช่น KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI (สะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค.)

ความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวัง : ตลาดยังไม่ได้ Price-in ความล้มเหลวของการเจรจา หากการพูดคุยเข้าสู่ทางตันหรือมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง สินทรัพย์เสี่ยงจะถูกเทขายอย่างรุนแรงทันที INVX จึงแนะนำให้ติดตามความคืบหน้าของการเจรจาที่ปากีสถานอย่างใกล้ชิด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)