
องค์กรภาคประชาชน ได้แก่ สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายด้านการปฏิรูปพลังงาน เดินทางไปยื่นข้อเสนอเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันแพง และการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เพื่อให้ใช้วิกฤตครั้งนี้ เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ที่เอาเปรียบประชาชนมายาวนานให้มีความเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมแนวทางพลังงานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีข้อเสนอ 8 ข้อ ดังนี้
1. โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้โครงสร้างราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปร์บวกค่าใช้จ่ายที่สมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์เป็นเกณฑ์กำหนดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่เป็นความจริงและไม่เป็นธรรมนั้น ขอเสนอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่รวมเรียกว่า “ค่าพรีเมียม” เพื่อป้องกันลาภลอยจากสถานการณ์ด้านราคาของสิงคโปร์
โดยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร และให้กำกับค่าการตลาดตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เคยมีมติกำหนดไว้เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 63 ให้น้ำมันดีเซล บี 7 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.50 บาท และน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล 95 และเบนซินแก๊สโซฮอล 91 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.85 บาท/ลิตร
2. ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำกว่า 10% ขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน (เพราะน้ำมันชีวภาพ ขับได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันพื้นฐาน 10%) ทั้งนี้ เพื่อไม่เป็นการก่อภาระต่อการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในยามวิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน และให้ลดการผสมไบโอดีเซลลงเหลือเพียงแค่ บี 5 เพื่อไม่เป็นภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีค่าติดลบประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว รวมทั้งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ในบทเฉพาะกาล มาตรา 55 เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยน้ำมันชีวภาพ ที่จะครบระยะเวลา 7 ปี ในวันที่ 24 ก.ย. 69 นี้แล้ว ก็ไม่สมควรแก้ไขกฎหมายต่ออายุการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก
3. ยกเลิกการให้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในราคาที่สมมติว่านำเข้าจากซาอุดีอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อน ด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งในปัจจุบัน โรงแยกก๊าซซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ผลิต LPG ได้ปีละ 3.7 ล้านตัน ครัวเรือนใช้อยู่ 2.1 ล้านตัน จึงควรให้ประชาชนได้ใช้ทรัพยากรในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ต้องกำหนดให้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือน เป็นสินค้าควบคุมราคาตามบทบัญญัติสินค้าควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ส่วน LPG ที่เหลือใช้จากภาคครัวเรือน ให้นำไปคำนวณราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักจากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้า ขายให้แก่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และดีเซล มาชดเชยกับผู้ใช้ LPG อีกต่อไป
4. ราคาค่าการกลั่นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมี.ค.เฉลี่ย 7.23 บาท/ลิตร และ 1-10 เม.ย. 69 มีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาท/ลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริง และเป็นธรรมแก่ประชาชนไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร ส่วนเกินจากนั้น ควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอย ที่เกินจาก 2.50 บาท/ลิตร คืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยอาศัยกฎหมายกลางเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง (การจ่ายค่าชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคำสั่งทางปกครอง) คือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3 ประกอบกับ หมวด 2 คำสั่งทางปกครอง ส่วนที่ 6 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง มาตรา 49-มาตรา 53
5. ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยตรวจสอบย้อนหลัง เพราะไม่ได้ดำเนินการตรวจเช็คสต็อกเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต็อกเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนเงินส่วนเกินนั้น เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
6. ออก พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมัน มีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกิน 2.50 บาท/ลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ต้องมีการตีความข้อกฎหมายต่ออีก
7. รัฐบาลไม่มีความจำเป็นและต้องหยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1-6 แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะการกู้เงินของรัฐบาล ต้องตกเป็นภาระหนี้ของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระคืนเงินกู้
8. ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยราคาค่าไฟได้ (net metering) และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ net billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการตามมติ กพช. ดังกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





