
นายธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทาซซ่า จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่และราคา Bitcoin ในไตรมาส 2/69 มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถขึ้นมาแตะระดับ 76,000 ดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ ปัจจัยสนับสนุนมาจากการที่นักลงทุนทั่วโลกมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากการที่เกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยนับตั้งแต่สหรัฐฯเข้าโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 12% ขณะที่ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 2% และทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ 9% หากการเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นไปในเชิงบวกน่าจะช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ได้เพิ่มเติม
การที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาใน Bitcoin โดยเฉพาะผ่านกองทุน ETF เพราะนักลงทุนมีการเทขายสินทรัพย์ในกลุ่มเดียวกันอย่างทองคำที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้านี้และหันมาลงทุนใน Bitcoin ที่มีระดับราคาน่าสนใจกว่าแทนเนื่องจากมีแรงขายมาก่อนหน้านี้ รวมถึงการที่สองยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ Morgan Stanley หันมาเปิดตัว Bitcoin ETF เองถือเป็นปัจจัยหนุนตลาด
บิทาซซ่า มองว่ามีโอกาสสูงที่จุดต่ำสุดของราคา BTC อาจจะผ่านไปแล้วที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคา Bitcoin ให้ผลตอบแทนติดลบมาแล้ว 5 เดือนติดต่อกัน ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่ราคาจะติดลบนานกว่านี้ แม้ในช่วงภาวะตลาดซบเซาจึงสามารถคาดหวังได้กับการฟื้นตัวของราคาหลังจากนี้
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาส 2/69 ข้อแรก คือ การนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ของ Kevin Warsh ซึ่งจะรับตำแหน่งในเดือนพ.ค.นี้ แม้ว่าตัว Kevin Warsh จะมีทัศนคติเชิงบวกต่อ Bitcoin แต่แนวคิดด้านนโยบายการเงินที่ผ่านมาออกไปทางเคร่งครัด ทำให้ตลาดมีความกังวลว่าอาจจะไม่มีการลดดอกเบี้ยอีกในปีนี้ แต่หากรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการและให้ความเห็นในเชิงนโยบายการเงินผ่อนคลายจะเป็นผลบวกต่อ Bitcoin
ขณะเดียวกันยังต้องติดตามความคืบหน้าของกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐ ที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดคริปโทฯ อย่างเป็นระบบเหมือนกับตลาดการเงินดั้งเดิม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา หากกฎหมายมีผลบังคับใช้จะมีผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโทฯ ของนักลงทุนสถาบันซึ่งจะนำมาสู่เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าเพิ่มเติม
และปัจจัยอื่นๆที่ต้องติดตาม คือ การ IPO เข้าตลาดหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ซึ่งอาจมีสภาพคล่องบางส่วนถูกดึงออกจากตลาดไปลงทุนใน 3 บริษัทนี้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดกระแสลงทุนในสินทรัพย์ด้านเทคโนโลยีขึ้น รวมถึง Bitcoin ได้เช่นกัน โดยล่าสุดดัชนี S&P500 และ Nasdaq กลับมาสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จจะเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนตลาดคริปโทฯ ไปได้ต่อ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งสหรัฐและอิหร่านจะเจรจาสงบศึกได้ แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกจะยังคงทำให้ตลาดการเงินมีความผันแปรอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนจึงต้องมีวินัยการลงทุนที่เคร่งครัดและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





