
ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) ระบุว่า ปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิของสหรัฐฯ หรือส่วนต่างระหว่างการนำเข้าและการส่งออก ลดลงเหลือเพียง 66,000 บาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลรายสัปดาห์ในปี 2544 ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นแตะ 5.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า สหรัฐฯ เกือบกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังปริมาณการขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อตอบสนองความต้องการจากผู้ซื้อในเอเชียและยุโรปที่เร่งหาน้ำมันทดแทนอุปทานจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
ความต้องการน้ำมันจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังโรงกลั่นน้ำมันในเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาอุปทานจากตะวันออกกลาง ต้องเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเท่าที่จะหาได้
สถานการณ์ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดพลังงานโลก หลังอิหร่านคุกคามการขนส่งทางเรือ ส่งผลให้น้ำมันและก๊าซราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลกไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้ค้าระบุว่า แม้การส่งออกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ขีดความสามารถสูงสุดในการส่งออกน้ำมัน
ทั้งนี้ ในภาพรวมรายปี สหรัฐฯ เคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิครั้งหลังสุดในปี 2486
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





