
รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์และภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการผลิตอาวุธ
วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) โดยอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงได้หารือกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ อาทิ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) และฟอร์ด (Ford) เพื่อสำรวจแนวทางเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหาร
ปัจจุบัน การผลิตยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ยังอยู่ในมือผู้รับเหมาจำนวนจำกัด แม้ผู้ผลิตรายใหญ่ภายนอกภาคกลาโหมจำนวนมากจะมีสัญญากับเพนตากอน แต่ส่วนใหญ่มีขอบเขตจำกัดและมูลค่าไม่สูง โดยเน้นผลิตภัณฑ์หรือการวิจัยบางกลุ่ม
รายงานข่าวระบุว่า การหารือดังกล่าวมีขึ้นก่อนสงครามอิหร่านปะทุ โดยสงครามอิหร่านได้เพิ่มแรงกดดันต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการขยายเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อรองรับการเร่งผลิตยุทโธปกรณ์สำคัญ เช่น ขีปนาวุธ และระบบต่อต้านโดรน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติและผู้นำกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ต่างแสดงความกังวลต่อขีดความสามารถในการผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรนาโตจัดส่งอาวุธจำนวนมากให้ยูเครนตั้งแต่ปี 2565
ด้วยเหตุนี้ ในการตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว เพนตากอนได้เสนอร่างงบประมาณวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขีดความสามารถในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงโดรน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





