BAY กำไร Q1/69 พุ่ง 14.4% อานิสงส์ควบ TIDLOR ดัน NIM กระฉูด ชดเชยสินเชื่อแผ่ว-รุกตลาดอาเซียนโตแกร่ง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา [BAY] และบริษัทในเครือ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 8,618 ล้านบาท เติบโต 14.4% จากไตรมาสแรกของปี 68 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรวมงบการเงินของ บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ [TIDLOR]

ในไตรมาส 1/69 เงินให้สินเชื่อรวมลดลง 1.2% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากการชำระคืนเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลขณะที่อุปสงค์สำหรับสินเชื่อในประเทศอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในอาเซียนยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อขยายตัวได้ถึง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งช่วยชดเชยอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอในประเทศได้

ผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาสแรกของปี 2569:

กำไรสุทธิ 8,618 ล้านบาท ในไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้น 14.4% หรือ 1,085 ล้านบาท จากไตรมาส 1/68 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ทั้งนี้ การขยายตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิสะท้อนอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ภายหลังการรวมงบการเงินของ TIDLOR รวมถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ

เงินให้สินเชื่อรวม ลดลง 1.2% มาที่ 22,805 ล้านบาท จากสิ้นเดือน ธ.ค.68 โดยมีสาเหตุหลักจากการชำระคืนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและความต้องการสินเชื่อในประเทศที่อ่อนแอลง ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อภายในประเทศปรับลดลง 1.4% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในอาเซียนยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อเติบโตได้ถึง 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนประโยชน์จากการกระจายฐานธุรกิจด้านภูมิศาสตร์ และชดเชยอุปสงค์ที่ยังอ่อนแอภายในประเทศ

เงินรับฝาก ลดลง 1.8% มาที่ 31,773 ล้านบาท จากสิ้นเดือน ธ.ค.68 สาเหตุหลักจากการลดลงของสัดส่วนเงินรับฝากประจำที่มีต้นทุนสูง สุทธิบางส่วนกับการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากประเภทออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถาม (CASA) การปรับตัวดีขึ้นของโครงสร้างเงินฝากดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์การบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุกและรอบคอบระมัดระวัง ที่มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางอุปสงค์ต่อเงินให้สินเชื่อที่ชะลอลงและสภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.61% ปรับตัวดีขึ้นจาก 4.10% ในไตรมาส 1/68 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนเงินให้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากการปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการรวมพอร์ตสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงของ TIDLOR

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 18.4% หรือ 2,179 ล้านบาท จากไตรมาส 1/68 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานทั้งในส่วนของธนาคารและ TIDLOR รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน หนี้สูญรับคืนจากโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และกำไรจากเงินลงทุน

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ปรับตัวดีขึ้นที่ 45.2% เทียบกับ 45.7% ในไตรมาส 1/68 สะท้อนการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินงานของธนาคาร

อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.34% ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมปรับตัวอยู่ที่ 240 เบสิสพอยท์ ในไตรมาส 1/69 เมื่อเทียบกับ 211 เบสิสพอยท์ ในไตรมาส 1/68 ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 132.3%

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.65% เทียบกับ 20.69% ณ สิ้นเดือน ธ.ค.68

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAY กล่าวว่า แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก และความเปราะบางเชิงโครงสร้างในประเทศ กอปรกับแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยภายหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้ง กรุงศรี กรุ๊ป ยังคงสามารถส่งมอบผลประกอบการที่น่าพอใจในไตรมาส 1/69 สะท้อนวินัยในการขับเคลื่อนกลยุทธ์หลักของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์การเติบโตของเงินให้สินเชื่ออย่างมีคุณภาพ การบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง

“ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาความสามารถในการแข่งขันในบางอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%” นายเคนอิจิกล่าว

ภายใต้ฉากทัศน์ของความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดในตะวันออกกลาง พร้อมด้วยนโยบายบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง กรุงศรีได้ดำเนินการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เชิงรุกในไตรมาส 1/69 ซึ่งครอบคลุมการกันสำรองเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของฝ่ายจัดการ (Management Overlays)

ณ วันที่ 31 มี.ค.69 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.91 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.70 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.61 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.02 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.65% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.37%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)