กองทัพสหรัฐฯ ชี้ ผลสำเร็จสงครามอิหร่านชี้ขาดอำนาจป้องปรามในเอเชีย

ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ เผยเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ว่า ความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารในสงครามกับอิหร่านจะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อศักยภาพการป้องปรามในเอเชีย โดยเฉพาะท่ามกลางอำนาจของจีนที่เพิ่มขึ้น

พลเรือเอก ซามูเอล เจ. ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกองทัพวุฒิสภาว่า จีนควรตระหนักถึงขีดความสามารถและเจตจำนงของสหรัฐฯ ในการตอบโต้การรุกราน หลังถูกถามว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบสองเดือนจะส่งผลต่อท่าทีของจีนอย่างไร

“ผมไม่ต้องการให้จีนมีข้อกังขาในประเด็นนั้นแม้แต่น้อย” ปาปาโรกล่าว พร้อมระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ซึ่งโดยปกติประจำการในอินโด-แปซิฟิก จะนำบทเรียนจากการสู้รบในตะวันออกกลางไปปรับใช้กับปฏิบัติการในอนาคต

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของเอเชีย หลังสหรัฐฯ ได้เคลื่อนย้ายสรรพกำลังทางทหารบางส่วนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไปยังพื้นที่ใกล้อิหร่าน

ขณะเดียวกัน ปาปาโรย้ำว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังเป็นสมรภูมิเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของศตวรรษที่ 21 และยังคงเป็นภารกิจลำดับความสำคัญสูงสุดของกองทัพ พร้อมเตือนว่า เกาหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามต่อแผ่นดินของสหรัฐฯ และพันธมิตร จากศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธทิ้งตัว

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการอินโด-แปซิฟิกยังแสดงความกังวลว่า จีนและเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียมากขึ้น

ปาปาโรคาดการณ์ว่า คลังแสงนิวเคลียร์ของจีนจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในห้าปีข้างหน้า พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ ต้องมีศักยภาพเหนือกว่า และต้องเดินหน้าปรับปรุงการป้องปรามนิวเคลียร์ให้ทันสมัยต่อเนื่อง รวมถึงกองกำลังนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี

ทั้งนี้ ก่อนการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงกลางเดือนพ.ค. ปาปาโรยังเตือนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน โดยยกตัวอย่างความได้เปรียบสำคัญด้านวิทยาการหุ่นยนต์ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธได้อย่างง่ายดาย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)