
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์เช้านี้ ถึงแนวทางการบริหารจัดการด้านการคลังของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้กำหนดไว้ไม่เกิน 70% จึงยังมีช่องว่างอีก 4% ในการกู้เงินได้อีกประมาณ 800,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพดานหนี้สาธารณะยังสามารถปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ดังเช่นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยปรับเพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 70% มาแล้ว
สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพนั้น รัฐบาลมีแผนการจัดการงบประมาณเป็น 3 ขั้นตอนหลัก เพื่อเตรียมกระสุนไว้รับมือวิกฤตในการช่วยเหลือดูแลประชาชน
ขั้นที่ 1 โอนงบประมาณปี 2569 โดยจะมีการตรวจสอบหน่วยงานที่เบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ เพื่อดึงเงินกลับมาเป็นงบกลางคาดว่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งต้องออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปี 2569 คาดว่าจะเสนอสภาฯ ได้เร็วที่สุดช่วงกลางเดือนมิ.ย.69
ขั้นที่ 2 ปฏิรูปงบประมาณปี 2570 โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ และงบก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อโยกไปใช้ในโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาสถานที่ราชการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายระยะยาว
ขั้นที่ 3 การออก พ.ร.ก.กู้เงิน (หากจำเป็น) : หากสถานการณ์โลกยืดเยื้อ และงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ รัฐบาลอาจพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม เพื่อใช้เยียวยากลุ่มเปราะบาง และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศ
“ทุกคนพูดว่าวิกฤตครั้งนี้ น่าจะยาว ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไร และเจรจากันได้หรือไม่ ต่อให้เจรจากันได้ ราคาน้ำมันก็ไม่กลับมาถูกเหมือนเดิม ผมจึงเสนอเรื่องการช่วยเหลือแบบตรงจุด คือ กลุ่มเปราะบาง การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น” นายเอกนิติ ระบุ
ทั้งนี้ การเม็ดเงินที่เตรียมไว้ จะถูกนำไปใช้ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ
1. Targeting (ช่วยกลุ่มเปราะบาง): เน้นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าพุ่งสูงเกินไป
2. Transition (การเปลี่ยนผ่าน): ลงทุนใน พลังงานสะอาด เช่น การส่งเสริมให้บ้านเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ และขายไฟคืนรัฐได้ รวมถึงการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน
3. Reform (การปฏิรูป): มุ่งเน้นการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการนำ AI (Artificial Intelligence) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการศึกษา เพื่อให้ไทยกลับมาแข็งแกร่งหลังจบวิกฤต
รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุว่า หัวใจสำคัญที่นานาชาติและองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank จับตามอง ไม่ใช่ว่ากู้เท่าไร แต่คือกู้มาทำอะไร ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะใช้เงินเพื่อการเยียวยาและวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งล่าสุด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ได้ปรับมุมมองต่อไทยเป็น “เสถียรภาพ” (Stable) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อวินัยทางการคลังของประเทศ
“ทุกประเทศไม่ได้กังวลหนี้สาธารณะของเราสูง สิ่งสำคัญมากกว่าคือ ถ้ากู้แล้ว กู้มาทำอะไร จะใช้จ่ายอะไร หนี้สาธารณะของเราต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก…ถ้าจะนำมาใช้ควรต้องมียุทธศาสตร์ IMF บอกว่าต้องมี target ใช้ในการช่วยกลุ่มเปราะบาง ช่วยเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และช่วยเรื่องการปฏิรูป เพื่อที่หลังวิกฤตเราจะได้กลับมาแข็งแรงกว่าเดิม” นายเอกนิติ ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)





