พรรคการเมืองญี่ปุ่นเริ่มถอย นโยบายเบรกภาษีอาหารส่อแววทำไม่ได้จริงตามที่หาเสียง

พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่นเริ่มมีท่าทีอ่อนลงต่อคำมั่นสัญญาช่วงเลือกตั้งที่เคยประกาศว่าจะลดภาษีบริโภค (Consumption Tax) เป็นเวลา 2 ปี หรือยกเลิกภาษีดังกล่าวไปเลย โดยขณะนี้แต่ละฝ่ายกำลังพยายามหาแนวทางที่เป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติแทน

การปรับเปลี่ยนท่าทีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อชดเชยรายได้ภาษีที่ขาดหายไป ประกอบกับความจำเป็นในการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเรียกนโยบาย “แช่แข็ง” ภาษีบริโภคสำหรับสินค้าหมวดอาหาร ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 8% ว่าเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอ กลับเริ่มสงวนท่าทีและนิ่งเงียบต่อประเด็นนี้ในช่วงหลัง

แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) จะเคยประกาศช่วงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่าจะเร่งพิจารณาเพื่อให้เกิดผลจริงในการงดเก็บภาษีอาหารเป็นเวลา 2 ปี แต่ล่าสุดได้ส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะพิจารณาอัตราภาษีอื่นแทน

ฟุมิทาเกะ ฟูจิตะ สส.พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงกลางเดือนนี้ว่า “ผมไม่คิดว่าอัตราภาษีจำเป็นต้องเป็นศูนย์เสมอไป” หากสามารถประกาศใช้อัตราภาษีอื่นได้รวดเร็วกว่า ด้วยการปรับปรุงระบบเครื่องบันทึกเงินสด (cash register system)

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การอัปเดตเครื่องบันทึกเงินสดถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากตัวเครื่องไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภาษีอัตรา 0% และต้องใช้เวลาในการปรับปรุงระบบนาน ทำให้เริ่มมีข้อเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 1% แทน เพื่อความสะดวกในการดำเนินการ

ขณะเดียวกัน สมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วนในซีกฝ่ายค้านก็เริ่มแสดงความกังวล โดยทาเคชิ ชินะ เลขาธิการพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (CRA) กล่าวว่า “หากไม่มีแหล่งรายได้ที่ชัดเจน เราไม่สามารถคงภาษี 0% ไว้ได้ตลอดไป และจะเกิดกระแสตีกลับอย่างรุนแรงหากเราต้องล้มเลิกกลางคัน”

ภายหลังการเลือกตั้ง ได้มีการจัดตั้ง “สภาแห่งชาติ” ซึ่งเป็นการรวมตัวของสมาชิกจากหลายพรรคการเมือง เพื่อหารือแนวทางการลดภาษีบริโภคสำหรับอาหาร โดยคาดว่าจะมีการสรุปรายงานเบื้องต้นภายในช่วงฤดูร้อนนี้

ทางด้านสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น หรือ เคดันเรน (Keidanren) ซึ่งเป็นองค์กรภาคธุรกิจที่มีอิทธิพลสูง ได้ออกมาเตือนให้สภาแห่งชาติพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อาทิ สถานะทางการคลังของประเทศ และราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะที่ยูอิจิโระ ทามากิ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (DPP) ระบุว่า สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และญี่ปุ่นควรพิจารณาว่านโยบายใดควรได้รับความสำคัญสูงสุดท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลาง

นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า แม้พรรคการเมืองจะต้องการลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าวในขณะนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจนซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อญี่ปุ่นที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 90%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)