Media Talk: ส่องภารกิจ TCCA กับอนาคตครีเอเตอร์ไทย จากปัญหาสู่โอกาสบนเวทีโลก

อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีบทบาทต่อทั้งเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่รวดเร็วนี้ยังสวนทางกับแนวทางกำกับดูแลที่ไม่ชัดเจน ทั้งในแง่ของมาตรฐานวิชาชีพ แนวทางปฏิบัติ และสิทธิพื้นฐานของผู้ประกอบอาชีพ

สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creators Association: TCCA) จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะก้าวแรกของการสร้างระบบและมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ไทย โดยได้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวสมาคมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ SCBX ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และในโอกาสนี้ ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ “อนาคตวงการและวิชาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักขายออนไลน์: ศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการกำกับดูแล” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มาร่วมสะท้อนภาพอุตสาหกรรม ตั้งแต่บทบาทที่เปลี่ยนไป ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไปจนถึงโอกาสของครีเอเตอร์ไทยบนเวทีโลก

 

*ครีเอเตอร์ในยุค “ใครก็เป็นสื่อได้”

พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หรือ “หนุ่ย แบไต๋” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมคือการเปิดกว้างของ “การเป็นสื่อ” จากเดิมที่ต้องผ่านการคัดกรอง มีใบอนุญาต และมีช่องทางจำกัด มาสู่ยุคที่ใครก็สามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ ส่งผลให้ผู้ที่มีความรู้และความสามารถมีพื้นที่สื่อสารมากขึ้น และทำให้คอนเทนต์มีความหลากหลาย เข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน ครีเอเตอร์เองยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และจูงใจผู้ชมได้ไม่ต่างจากสื่อโฆษณากระแสหลัก อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อรสนิยมและความคิดของสังคมอย่างกว้างขวาง

ด้านยุทธนา บุญอ้อม หรือ “ป๋าเต็ด” Senior Executive Vice President, Showbiz บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นที่สอดคล้องกันว่า การเปิดกว้างดังกล่าวทำให้สื่อมีความหลากหลายมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เช่น แพทย์หรือเชฟ สามารถถ่ายทอดความรู้สู่สาธารณะได้ โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดใด ๆ

นอกจากนี้ ยุทธนาย้ำว่าควรนิยาม “ครีเอเตอร์” ให้กว้างกว่าคนหน้ากล้อง แต่ครอบคลุมถึงคนทำงานเบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนตัดต่อ คนเขียนบท ช่างภาพ และคนทำดนตรีประกอบ ดังนั้นการยกระดับอุตสาหกรรมจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ พร้อมเสนอว่าควรมีการยกย่องผลงานครอบคลุมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในลักษณะเดียวกับเวทีรางวัลระดับสากล

 

*ปัญหาที่ครีเอเตอร์ยังต้องเจอ

วิชัย มาตกุล Co-Founder & Creative Director บริษัท แซลมอน เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า แม้อาชีพครีเอเตอร์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ประกอบอาชีพนี้ยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดยเฉพาะการยอมรับในฐานะอาชีพ ครีเอเตอร์และฟรีแลนซ์จำนวนมากยังเข้าถึงบริการทางการเงินได้จำกัด เพราะแม้จะมีรายได้หรือกระแสเงินสดที่มั่นคง แต่การที่ไม่มีเอกสารยืนยันรายได้ในรูปแบบที่สถาบันการเงินคุ้นเคย เช่น สลิปเงินเดือน จึงส่งผลให้การขอสินเชื่อ เช่น การซื้อบ้านหรือรถยนต์ ยังคงเป็นเรื่องยาก

ในอีกด้านหนึ่ง อิสระ ฮาตะ Co-Founder บริษัท รับทราบ โปรดักชั่น จำกัด ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย โดยคอนเทนต์จำนวนมากถูกคัดลอกและนำไปเผยแพร่ซ้ำข้ามแพลตฟอร์มโดยไม่ได้รับอนุญาต และในบางกรณี ผู้ที่นำไปเผยแพร่ซ้ำกลับได้รับยอดการเข้าชมและรายได้มากกว่าผลงานต้นฉบับ

นอกจากนี้ อิสระยังเสริมว่า ในช่วงที่ผ่านมา ครีเอเตอร์บางราย โดยเฉพาะผู้หญิง ถูกนำภาพไปสร้างเป็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพอนาจาร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในเชิงอาชีพและสิทธิส่วนบุคคล ขณะที่กลไกในการร้องเรียนหรือคุ้มครองสิทธิยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่รู้จะพึ่งพาใคร

 

*TCCA กลไกตั้งต้นของการ “จัดระเบียบ” อุตสาหกรรมครีเอเตอร์

ท่ามกลางช่องว่างเหล่านี้ การจัดตั้ง TCCA ถูกมองว่าเป็น “ก้าวแรก” ของการสร้างรากฐานที่เป็นระบบให้กับอุตสาหกรรม ยุทธนากล่าวว่า การมีสมาคมนั้นย่อมดีกว่าไม่มี เพราะอย่างน้อยจะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพมีทิศทางร่วมกัน จากเดิมที่ต่างคนต่างทำ การรวมตัวกันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางและมาตรฐานของอุตสาหกรรม รวมถึงเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์รวมเสียงเพื่อผลักดันประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม

ยุทธนายังชี้ว่า เมื่อเกิดทิศทางร่วมที่ชัดเจน ครีเอเตอร์จะมีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มมากขึ้น ทั้งในแง่การเรียกร้องฟีเจอร์ที่จำเป็น การปกป้องสิทธิ และการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนในสมาคมและนอกสมาคมในวงกว้าง

ขณะที่วิชัยย้ำว่า บทบาทของสมาคมนั้นไม่ใช่การกำหนดหรือบังคับให้ทุกคนคิดหรือทำเหมือนกัน เพราะนั่นคงจะไม่ต่างจากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้ทุกคนทำคอนเทนต์แนวเดียว แต่สิ่งที่สมาคมทำคือเป็น “พื้นที่ของโอกาสและความเป็นไปได้” ที่ปล่อยให้ครีเอเตอร์แต่ละคนสามารถเติบโตในแบบของตัวเอง ภายใต้กรอบที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม

 

*โอกาสของครีเอเตอร์ไทยบนเวทีโลก

เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มมีทิศทางและระบบรองรับที่ชัดเจนขึ้น โอกาสของครีเอเตอร์ไทยในเวทีโลกก็ยิ่งเปิดกว้าง วุฒิธร มิลินทจินดา หรือ “วู้ดดี้” CEO & Founder บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด กล่าวว่า การก้าวสู่ระดับโลกไม่ใช่เรื่องในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ครีเอเตอร์ไทยบางส่วนเริ่มทำงานร่วมกับต่างชาติมากขึ้นแล้ว ขณะที่เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะด้านการแปลภาษา ช่วยลดกำแพงที่ภาษาเคยขวางกั้น ทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

วุฒิธรมองว่า แนวโน้มสำคัญไม่ใช่แค่ “การออกไปสู่โลก” แต่คือ “โลกกำลังเข้ามาหาไทย” โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและครีเอเตอร์จากทั่วโลก ดังนั้นครีเอเตอร์ต่างชาติเริ่มมองไทยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ พร้อมแสดงความมั่นใจว่า กรุงเทพฯ อาจมีโอกาสพัฒนาเป็น Creator Hub โดยเฉพาะในช่วงที่ดูไบซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของครีเอเตอร์กำลังเสียความน่าดึงดูดท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ด้านพงศ์สุขเสริมว่า เมื่อเทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษาไปแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่าครีเอเตอร์ไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนคือการออกแบบคอนเทนต์ที่มีความเป็นสากล ผนวกกับการรวมตัวให้เข้มแข็ง มีมาตรฐาน และลดความขัดแย้งภายใน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับโลกได้จริง

การเกิดขึ้นของ TCCA อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ไทยถึงเวลาแล้วที่จะขยับจากการ “ต่างคนต่างเดิน” มาสู่ “ระบบที่มีการกำกับดูแลและมีมาตรฐาน” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเปิดทางให้ครีเอเตอร์ไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)