
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง [SCGP] กล่าวว่า SCGP ยังคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่มากกว่า 1.3 แสนล้านบาท และเป้าหมาย กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 1.83 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจในอินโดนีเซียจะยังคงเติบโตและช่วยชดเชยผลกระทบจากตลาดอื่นได้ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/69 คาดว่าปริมาณการขายโดยรวมจะฟื้นตัวจากไตรมาสแรก วันหยุดยาวในภูมิภาคคลี่คลายลง และคาดว่าราคาขายปรับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้คาดว่ายังได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจในอินโดนีเซียที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคาเรซิน (Resin) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ในแง่ของตลาด แม้ SCGP จะมียอดขายโดยตรงไปยังตะวันออกกลางเพียง 1% ของยอดขายรวม แต่ผลกระทบทางอ้อมจากเงินเฟ้อและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น อาจทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในภาพรวมชะลอตัวลงประมาณ 2-4% ซึ่งจะเห็นผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงจากราคาน้ำมันและสินค้าที่แพงขึ้น
เพื่อรับมือกับความผันผวนดังกล่าว SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านราคา บริษัทพยายามปรับปรุงสัญญาซื้อขายให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาสินค้าปรับตัวตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที การบริหารห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ โดยการย้ายสินค้าหรือบริหารจัดการให้การผลิตอยู่ใกล้กับแหล่งลูกค้าเพื่อลดค่าขนส่ง รวมถึงการบริหารสัญญาขนส่งและตู้ และเพิ่มการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อควบคุมต้นทุนพลังงาน การบริหารสินค้าคงคลัง ปรับนโยบายการจัดเก็บสินค้าคงคลังให้มีความยืดหยุ่น ไม่เน้นการเก็บสต็อกในปริมาณมากเกินความจำเป็นเพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงิน
การกระจายความเสี่ยงด้านวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) บริษัทใช้ RCP จากในประเทศ โดยขยายการจัดหาวัตถุดิบโดยตรง มีสัดส่วน Direct 30% Partner 14% Other Suppliers 16% ส่วน RCP นำเข้า จัดหาผ่านโรงงานรีไซเคิลของตนเองในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐฯ โดย Peute 16% เทียบกับแหล่งอื่น 24% นอกจากนี้บริษัทยังเจรจาสัญญาเพื่อจัดหาปริมาณถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันเพียงพอไปจนถึงเดือน ส.ค. 69 แล้ว รวมทั้งปรับการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกให้เหมาะสม
ขณะที่ความคืบหน้าด้านการลงทุน ตั้งโรงงานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชนิดแข็ง (Rigid Packaging) ในสหรัฐฯ ซึ่งเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะนี้บริษัทได้ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสภาวะตลาด พบว่าการส่งออกจากฐานการผลิตที่ไทยและเวียดนาม ยังคงมีความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าไปลงทุนโดยตรง ทั้งนี้บริษัทจะเดินทางไปพบปะนักลงทุนและติดตามสถานการณ์ตลาดในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเปิดเผยความคืบหน้าในไตรมาสถัดไป
นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 1/69 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ
ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต
ทำให้ในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% จากไตรมาสก่อน ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน

ขณะที่งบลงทุนในไตรมาส 1/69 ใช้ไป 1,236 ล้านบาท และวางแผนในปี 2569 ประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Growth Capex 5,500 ล้านบาท และงบสำหรับการซ่อมบำรุง ประสิทธิภาพ ESG นวัตกรรมและอื่น ๆ 4,500 ล้านบาท
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)





