น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $3.56 กังวลอุปทานตึงตัวเหตุเจรจาอิหร่านชะงัก

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันอังคาร (28 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลว่าความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในภาวะตึงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวก หลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)

  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.56 ดอลลาร์ หรือ 3.69% ปิดที่ 99.93 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 3.03 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 111.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สื่อหลายสำนักซึ่งรวมถึง CNN รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ปธน.ทรัมป์ไม่พอใจกับข้อเสนอล่าสุดของอิหร่าน ซึ่งระบุให้ทั้งสองฝ่ายยุติสงคราม และมุ่งเน้นแก้ไขวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ก่อนที่จะกลับมาเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ในภายหลัง

ความไม่พอใจของปธน.ทรัมป์ต่อข้อเสนอของอิหร่านทำให้การเจรจาสันติภาพยังคงชะงักงัน โดยอิหร่านสั่งระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของอุปทานทั่วโลก ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านไว้

ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นถึงภาวะชะงักงันอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 6 ลำถูกบังคับให้หันหลังกลับเนื่องจากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เรือ Idemitsu Maru ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามาที่บรรทุกน้ำมันซาอุดีอาระเบีย 2 ล้านบาร์เรล และเรือบรรทุกก๊าซ LNG ที่บริหารจัดการโดยบริษัท Abu Dhabi National Oil Co (ADNOC) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันอังคาร โดยเรือของ ADNOC ลำนี้ถือเป็นเรือบรรทุก LNG ลำแรกที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 ก.พ.

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน มีเรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 125-140 ลำต่อวัน

ราคาน้ำมันดิบลดช่วงบวก หลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกและกลุ่มโอเปกพลัส โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. หลังจากเป็นสมาชิกมานานกว่า 5 ทศวรรษ โดย WAM ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐบาล UAE ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้น หลังจากการทบทวนนโยบายการผลิตของ UAE อย่างรอบด้าน รวมทั้งศักยภาพการผลิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต และตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ตลอดจนความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของตลาด

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายของ UAE เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อภาวะตลาด นอกจากนี้ การดำเนินการของ UAE ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามที่จะผลักดันการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ โดยภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 75% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)