
สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปก (OPEC) และโอเปกพลัส (OPEC+) เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) หลังจากเป็นสมาชิกมานานเกือบ 60 ปี ถือได้ว่าเป็นการถอนเสาหลักสำคัญของกลุ่มความร่วมมือที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในแวดวงพลังงานโลก
ย้อนประวัติโอเปก เกิดขึ้นเพื่อคานอำนาจตะวันตก
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก เป็นองค์กรร่วมของรัฐบาลระหว่างประเทศ ก่อตั้งขึ้นในการประชุมที่กรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2503 โดยประเทศผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประสานงานและกำหนดนโยบายน้ำมันที่เป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิก
ในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดน้ำมันโลกถูกครอบงำโดยกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากชาติตะวันตก 7 แห่ง หรือ “Seven Sisters” ซึ่งควบคุมการผลิตและกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนั้น การก่อตั้งกลุ่มโอเปกจึงมีอีกเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อยืนยันอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติของประเทศสมาชิก ตลอดจนกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ผลิต และจัดหาน้ำมันอย่างเพียงพอให้กับประเทศผู้บริโภค
ปัจจุบัน โอเปกมีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย สาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี กาบอง อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวเนซุเอลา โดยควบคุมอุปทานน้ำมันราว 30% ของทั่วโลก นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2559 โอเปกยังได้ร่วมมือกับรัสเซีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน บาห์เรน บรูไน มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน เซาท์ซูดาน และซูดาน ภายใต้กรอบความร่วมมือโอเปกพลัส ส่งผลให้ปริมาณการผลิตของกลุ่มคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
UAE ถอนตัว มุ่งผลิตน้ำมันเสรี
UAE เข้าร่วมเป็นสมาชิกโอเปกตั้งแต่ปี 2510 และการถอนตัวจะมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สำหรับเหตุผลของการตัดสินใจแยกทางหลังจากเป็นสมาชิกมานานถึง 59 ปีนั้น แถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอย่างเป็นทางการ Emirates News Agency (WAM) ระบุว่า “การตัดสินใจถอนตัวเป็นผลมาจากการทบทวนนโยบายการผลิตของประเทศอย่างรอบด้าน รวมถึงกำลังการผลิตในปัจจุบันและอนาคต โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ”
นักวิเคราะห์เชื่อว่า แถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดด้านการผลิตน้ำมัน โดยกลุ่มโอเปกได้จำกัดโควตาการผลิตน้ำมันของ UAE ไว้ที่ราว 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ศักยภาพการผลิตของประเทศสูงเกือบ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ UAE มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุด 30% ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำเช่นนั้นภายใต้ข้อจำกัดของโอเปกและโอเปกพลัส
ความจริง UAE ขัดแย้งเรื่องโควตาการผลิตน้ำมันกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ รวมถึงผู้นำโดยพฤตินัยของโอเปกอย่าง ซาอุดีอาระเบีย มานานแล้ว เนื่องจาก UAE ต้องการเร่งขายน้ำมันให้ได้มากที่สุดก่อนที่ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลง ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยตั้งเป้านำรายได้จากการขายน้ำมันไปลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่รอดได้หากโลกไม่ใช้น้ำมันแล้ว ดังนั้น การออกจากกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัสจะช่วยให้ UAE สามารถผลิตน้ำมันได้อย่างเสรี สร้างรายได้สูงสุด และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้อย่างเต็มที่ตามต้องการ
วิกฤตตะวันออกกลาง โอกาสทองของ UAE
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานสองเดือน ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ทำให้ปริมาณการขนส่งผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวลดลงเกือบเป็นศูนย์ กระทบอุปทานหลายล้านบาร์เรลต่อวัน และถีบราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยโกลด์แมน แซคส์ ระบุในรายงานลงวันที่ 27 เมษายนว่า การสูญเสียกำลังการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียราว 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้สต็อกน้ำมันทั่วโลกหดตัวในอัตราสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 11-12 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ถือเป็นโอกาสสำหรับ UAE ในการปลดแอกจากโอเปกและโอเปกพลัส การตัดสินใจอย่างปัจจุบันทันด่วนของ UAE สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะควบคุมการผลิตน้ำมันด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถขายน้ำมันได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัด โดย ซูเฮล โมฮาเหม็ด อัล มาซรูอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ UAE เปิดเผยกับสื่อว่า UAE ไม่ได้หารือเรื่องการถอนตัวกับประเทศอื่นใด และเรียกการถอนตัวครั้งนี้ว่าเป็น “การตัดสินใจโดยอธิปไตย”
ผลกระทบต่อโอเปก-โอเปกพลัส
นักวิเคราะห์ระบุว่า การถอนตัวของ UAE จะทำให้โอเปกอ่อนแอลงมาก โดยคาดว่าการควบคุมอุปทานน้ำมันโลกของโอเปกจะลดลงจากประมาณ 30% เหลือ 26% นอกจากนี้ เนื่องจากมีเพียงซาอุดีอาระเบียและ UAE ที่มี “กำลังการผลิตสำรอง” (Spare Capacity) ในระดับสูง โดยสามารถผลิตน้ำมันออกมาทดแทนได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์อุปทานไม่เพียงพอ ดังนั้น เมื่อ UAE ถอนตัวแล้ว ภาระในการประคองตลาดจะตกไปอยู่ที่ซาอุดีอาระเบียเพียงผู้เดียว ซึ่งนอกจากจะลดทอนอำนาจต่อรองของกลุ่มโอเปกในเวทีโลกแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดน้ำมันอาจผันผวนอย่างรุนแรงด้วย
ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันของโอเปกพลัสในตลาดน้ำมันโลกลดลงจากประมาณ 48% ในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 44% ในเดือนมีนาคม โดยมีแนวโน้มลดลงอีกในเดือนเมษายน เนื่องจากมีการหยุดการผลิตมากขึ้น และจะลดลงอีกในเดือนพฤษภาคม เมื่อ UAE ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโอเปกพลัสถอนตัวออกจากกลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น การถอนตัวของ UAE อาจทำให้ประเทศสมาชิกที่เหลืออยู่พิจารณาทำตามจนเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ เนื่องจากความสัมพันธ์ในกลุ่มไม่ได้มั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และอาจถึงขั้นนำไปสู่การล่มสลายของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทรงอิทธิพลของโลกแห่งนี้
การยุติบทบาทของ UAE ในฐานะสมาชิกโอเปกและโอเปกพลัส ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง “การสิ้นสุดความเป็นเอกภาพ” ด้านนโยบายพลังงานของภูมิภาคอ่าวอาหรับ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความผันผวนให้แก่ตลาดพลังงานโลกเท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานโลกในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)





