
นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ กล่าวปราศรัยในงานชุมนุมวันแรงงาน โดยเตือนให้ชาวสิงคโปร์เตรียมพร้อมรับมือกับช่วงเวลายากลำบากที่รออยู่ข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความเชื่อมั่นว่าประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้ด้วย “ความเชื่อมั่นที่สุขุม”
นายกสิงคโปร์กล่าวต่อผู้นำสหภาพแรงงานและพันธมิตรไตรภาคีกว่า 1,600 คน ณ ย่านดาวน์ทาวน์อีสต์ ว่า วิกฤตการณ์โลกจะไม่ยุติลงในเร็ววัน แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้งก็ตาม โดยคาดว่าอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่สถานการณ์จะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ พร้อมเตือนว่าแรงกดดันต่าง ๆ มีแนวโน้มจะ “ทวีความรุนแรง” และส่งผลกระทบต่อชาวสิงคโปร์โดยตรง
“เราต้องเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากยิ่งขึ้นในอนาคต” หว่องกล่าว
ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ และสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน แม้การสู้รบจะหยุดชะงักลงชั่วคราวแต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง
ช่องแคบดังกล่าวถูกปิดตายมานานกว่าสองเดือน ซึ่งส่งผลกระทบไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังรวมถึงภาวะขาดแคลนสินค้าในหลายภาคส่วน โดยหว่องชี้ว่าภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเนื่องจากต้องพึ่งพาพลังงานและทรัพยากรจำเป็นจากอ่าวเปอร์เซียสูงมาก ซึ่งเขานิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “พายุที่รุนแรงกว่า” ครั้งไหน ๆ ที่สิงคโปร์เคยเผชิญมาในรอบหลายปี
นอกจากนี้ เขายังเสริมว่า ต่อให้ช่องแคบกลับมาเปิดใช้งานได้ สถานการณ์ก็จะยังไม่กลับสู่สภาวะปกติในทันที เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย มีทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ในเส้นทางเดินเรือ และจำเป็นต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การหยุดชะงักของอุปทานจะยังคงยืดเยื้อหรืออาจแย่ลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้สิงคโปร์ต้องเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในปีนี้
“ทั้งหมดนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างแท้จริงต่อทั้งภาคธุรกิจ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และภาคครัวเรือน” หว่องกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยืนยันว่าประเทศไม่ได้เผชิญวิกฤตนี้จากจุดที่อ่อนแอ โดยเขากล่าวว่า “ในวันนี้ สิงคโปร์มีการเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าเดิม และอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในอดีตอย่างมาก” พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการวางรากฐานมานานหลายทศวรรษ อาทิ การถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่และพัฒนาเกาะจูร่งให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับโลก การสร้างคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน ตลอดจนการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบและการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ
“เราตัดสินใจเลือกหนทางที่ยากลำบากมาตั้งแต่แรก ทั้งการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างรอบคอบและการสะสมเงินทุนสำรองไว้ ในขณะเดียวกัน เราก็ได้ลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการฟื้นตัวด้านพลังงาน” หว่องกล่าว โดยปัจจุบัน สิงคโปร์ถือเป็นจุดเชื่อมสำคัญในเครือข่ายพลังงานโลก ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นได้เมื่อเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งถูกตัดขาด
ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมถึงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษสำหรับประชาชน เงินเยียวยาสำหรับกลุ่มแรงงาน เพิ่มอัตราการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล ตลอดจนขยายโครงการเงินอุดหนุนด้านประสิทธิภาพทางพลังงานไปยังทุกภาคส่วนจนถึงไตรมาสแรกของปี 2571
หว่องทิ้งท้ายด้วยการให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลพร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมหากสถานการณ์เลวร้ายลง “ในเวลาเช่นนี้ ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้สิ่งหนึ่งคือ รัฐบาลจะลงมือทำ เราจะทำด้วยความเด็ดขาด และเราจะยืนเคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ค. 69)





