
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม ถือเป็นวันครบกำหนด 60 วัน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งต่อสภาคองเกรสเรื่องการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งตามกฎหมาย War Powers Act ปีค.ศ. 1973 ประธานาธิบดีจะต้องยุติปฏิบัติการทางทหารหากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐสภาภายในกรอบเวลานี้
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การสู้รบกับอิหร่านได้ “สิ้นสุดลง” หลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะไม่ขออนุมัติจากสภาคองเกรสตามเส้นตายในวันศุกร์นี้ สอดคล้องกับ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านส่งผลให้กำหนดระยะเวลา 60 วันที่รัฐบาลต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อทำสงครามนั้นถูก “ระงับ” ไว้
คำกล่าวของรมว.กลาโหมสหรัฐฯ มีขึ้นระหว่างการตอบข้อซักถามของทิม เคน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ในการไต่สวนของสภาคองเกรส เมื่อวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) โดยเคนได้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะดำเนินการขออำนาจจากสภาคองเกรสเพื่อทำสงครามกับอิหร่านเมื่อครบกำหนด 60 วันตามที่กฎหมายระบุไว้หรือไม่
“ท้ายที่สุดแล้ว ผมต้องให้ทำเนียบขาวและที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของทำเนียบขาวเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เราอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งตามความเข้าใจของเราหมายความว่า นาฬิกาจับเวลา 60 วันจะถูกกดหยุดหรือระงับไว้ชั่วคราวในช่วงที่มีการหยุดยิง” เฮกเซธกล่าว
อย่างไรก็ตาม เคนได้โต้แย้งประเด็นดังกล่าวว่า “ผมไม่เชื่อว่าข้อกฎหมายจะรองรับการตีความเช่นนั้น ผมคิดว่าระยะเวลา 60 วันจะสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) และนั่นจะกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้”
ช่องโหว่กฎหมาย “หยุดยิง” เท่ากับ “หยุดเวลา”
ประเด็นร้อนนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิสราเอลและสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศร่วมกันในกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญอื่นๆ ของอิหร่าน ส่งผลให้อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในขณะนั้น พร้อมด้วยผู้บัญชาการระดับสูงและพลเรือนเสียชีวิต
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แจ้งต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งจะทำให้วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ กลายเป็นวันครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย War Powers Act ของสหรัฐฯ ที่ระบุให้ประธานาธิบดีต้องเริ่มถอนกำลังทหารออกจากสงคราม เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยว่า “ในมุมมองด้านกฎหมายอำนาจทำสงคราม การสู้รบที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว” โดยอ้างว่าไม่มีการปะทะกันโดยตรงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับอิหร่านมานานกว่า 3 สัปดาห์นับตั้งแต่มีประกาศหยุดยิง
สภาสูงตีตกมติจำกัดอำนาจการทำสงครามเป็นครั้งที่ 6
ในขณะที่รัฐบาลพยายามตีความกฎหมาย ฝั่งพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาก็พยายามขัดขวางการทำสงครามครั้งนี้ แต่ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา วุฒิสภาซึ่งนำโดยพรรครีพับลิกันได้มีมติ 50 ต่อ 47 เสียง ตีโต้ร่างมติที่จะจำกัดอำนาจในการทำสงครามของทรัมป์
นับเป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้ที่ความพยายามของฝั่งเดโมแครตล้มเหลว โดยผลคะแนนส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางของพรรค มีเพียงวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 2 รายที่โหวตสวนมติพรรคสนับสนุนฝ่ายเดโมแครต และมีวุฒิสมาชิกเดโมแครต 1 คนที่โหวตค้าน
อดัม ชิฟฟ์ ผู้เสนอร่างมติดังกล่าว ย้ำว่า การลงมติครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่ามีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม ไม่ใช่ประธานาธิบดี
ขณะที่สถานการณ์ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก่อนหน้านี้พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ในการลงมติจำกัดอำนาจสงครามด้วยคะแนนฉิวเฉียด 213 ต่อ 214 เสียง แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการรวมตัวที่เหนียวแน่นขึ้นของฝั่งเดโมแครตในการต่อต้านสงคราม แต่ด้วยเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในทั้งสองสภา ทำให้รัฐบาลทรัมป์ยังคงกุมความได้เปรียบในการดำเนินนโยบายต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ค. 69)





