
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประเมินว่าทางการญี่ปุ่นยังคงมี “กระสุน” เหลือเฟือในการปกป้องค่าเงินเยน หลังจากการเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี 10 เดือน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 เม.ย.) มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินราว 5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อพยุงค่าเงิน หลังจากเงินเยนร่วงทะลุระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์
ยูริโกะ ทานากะ นักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นอาจมองว่าระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ คือ “เส้นตาย” ที่จะต้องเข้าปกป้องค่าเงิน เนื่องจากการแทรกแซงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดไม่ได้มีความผันผวนรุนแรงนัก
โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ญี่ปุ่นสามารถเข้าแทรกแซงตลาดด้วยวงเงินเท่ากับสัปดาห์ที่แล้วได้อีกถึง 30 ครั้ง อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลจะระมัดระวังในการใช้ทุนสำรอง และเลือกจังหวะที่การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจะสร้างผลกระทบได้รุนแรงที่สุด โดยมองว่า กระทรวงการคลังญี่ปุ่นอาจตั้งเป้าไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการแทรกแซงครั้งต่อ ๆ ไป เนื่องจากการใช้เงินทุนมีขอบเขต ซึ่งหมายความว่า เจ้าหน้าที่น่าจะเลือกดำเนินการเมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว มากกว่าที่จะทุ่มเงินเข้าแทรกแซงทุกครั้งที่สกุลเงินเผชิญแรงกดดัน
ทั้งนี้ เงินเยนยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูง และการคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นอาจจะยังไม่แคบลงในเร็ว ๆ นี้
ณ สิ้นเดือนมีนาคม ญี่ปุ่นมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศรวมประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเงินฝากสกุลต่างประเทศจำนวน 1.617 แสนล้านดอลลาร์ที่สามารถนำมาใช้แทรกแซงได้ทันที ส่วนที่เหลืออยู่ในรูปแบบของหลักทรัพย์ต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่าญี่ปุ่นมีทุนสำรองเพียงพอหรือไม่ แต่จะอยู่ที่จังหวะเวลาที่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ความน่าจะเป็นและขนาดของการพยุงเงินเยนในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ความเร็วของการอ่อนค่า ความผันผวนของตลาด และระดับค่าเงินที่แท้จริง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนหลายครั้ง และถือเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี โดยการเข้าแทรกแซงตลาดครั้งล่าสุดของญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งในครั้งนั้นรัฐบาลทุ่มงบประมาณรวม 5.53 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อพยุงค่าเงินหลังจากเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 38 ปี ที่บริเวณ 162 เยนต่อดอลลาร์
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)





