
นายณัฐพล เตชะวรพร ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] เปิดเผยทิศทางผลประกอบการใน ไตรมาส 2/69 ว่า ปริมาณขายคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1/69 มาอยู่ที่ระดับประมาณ 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด (New High) อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของแหล่งน้ำมันดิบในภูมิภาคแอฟริกา และการเร่งผลิตก๊าซธรรมชาติในโครงการอ่าวไทย นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ทั้งปี 2569 ไว้ที่ระดับ 70-75%
ขณะที่ราคาก๊าซเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐฯ/MMBTU โดยตั้งเป้าหมายรักษาต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ไว้ที่ประมาณ 30 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบใน ไตรมาส 2/69 มองว่ามีความผันผวนสูง โดยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 90-110 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่ภาพรวมทั้งปีคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล บนสมมติฐานที่ความขัดแย้งในภูมิภาคไม่ยืดเยื้อ
สำหรับประเด็นที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวออกจากกลุ่ม OPEC+ บริษัทประเมินว่าเป็นผลกระทบทางอ้อม ซึ่งต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การขยายการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ เมียนมา มาเลเซีย รวมถึงโครงการในแอลจีเรียอย่างต่อเนื่องตามแผน โดยปัจจุบันบริษัทมีปริมาณขายในตะวันออกกลางราว 10% ของพอร์ตรวม ซึ่งโครงการหลักอยู่ที่ประเทศโอมาน 3 โครงการ และ UAE อีก 4 โครงการ (อยู่ระหว่างสำรวจและก่อสร้าง) แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่บ้าง แต่บริษัทยังคงติดตามข้อมูลจากผู้ดำเนินงาน (Operator) อย่างต่อเนื่อง
ส่วนการบริหารความเสี่ยงในช่วงวิกฤตพลังงานนั้น ในไตรมาส 1/69 บริษัทได้รับผลกระทบจากการขาดทุนในรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับมูลค่าทางบัญชี (Mark-to-market) ของสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การขาดทุนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี โดยในปี 2569 บริษัทได้ทำ Hedging ไว้ประมาณ 13% ของปริมาณขายทั้งปี ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง รายการดังกล่าวจะกลับมาเป็นกำไรทางบัญชีแทน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ค. 69)





