Media Talk: ยอดวิวหลักล้านก็ซื้อ “ความเชื่อใจ” ไม่ได้ ทางรอดครีเอเตอร์ยุคใหม่ต้องเริ่มที่คำว่า “Trust”

ระบบนิเวศสื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามา จากอดีตที่สื่อถูกจำกัดอยู่เพียงหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ปัจจุบันเราได้เข้าสู่ยุคของเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้รูปแบบ กระบวนการสื่อสาร และโครงสร้างธุรกิจสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงและในระยะเวลาอันสั้น

ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดโครงการสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการสื่อสารและนวัตกรรมด้านวารสารศาสตร์ ในหัวข้อ “TRUST IN TRANSITION: ทางรอดสื่อใหม่ จะไปไหนต่อ” เพื่อหา “ทางรอด” ที่ยั่งยืนสำหรับผู้ผลิตเนื้อหายุคใหม่ท่ามกลางระบบนิเวศสื่อที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้กรอบแนวคิด “การสร้างนิเวศสื่อที่ไว้ใจและพึ่งพาได้” (Trusted Media Ecosystem)

มองความอยู่รอดสื่อผ่าน “ภูเขาน้ำแข็ง”

คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เปรียบเทียบอุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบันเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่กำลังเผชิญกับพายุใหญ่ สื่อหลายเจ้าประกาศปรับโครงสร้างไปจนถึงเลย์ออฟพนักงานอีกจำนวนมากเพื่อรักษาธุรกิจให้ไปต่อได้ ทว่าใต้ภูเขาน้ำแข็งที่มองไม่เห็นนั้นก็กำลังเผชิญกับความท้าทายอีกมากเช่นกัน

ความท้าทายที่สื่อในปัจจุบันต้องเจอคือ “จำนวนผู้เล่น” ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล จากเดิมที่ในสนามมีเพียงสำนักข่าวใหญ่ ตอนนี้มีอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์เกิดขึ้นใหม่นับไม่ถ้วน ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาถูกกระจายออกไปกว้างขึ้น แบรนด์และเอเจนซี่เริ่มไม่มองแค่ยอดรับชมหรือยอดผู้ติดตามอีกต่อไป แต่กำลังมองหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Target Group)

เมื่อระบบนิเวศสื่อเปลี่ยนจาก “แมส” ไปสู่ “เฉพาะกลุ่ม” มากขึ้น การเป็นครีเอเตอร์ในยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การทำตามกระแสเพื่อหวังยอดตัวเลขเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสื่อที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสาร การรักษาเอกลักษณ์ สร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือ และพัฒนาคุณภาพของเนื้อหา คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ผลงานมีความโดดเด่นท่ามกลางคอนเทนต์มหาศาล

คอนเทนต์ที่สร้างอิมแพคและไร้อคติ

แม้ปัจจุบันผู้คนจะนิยมดูคลิปวีดีโอสั้นกันมากขึ้น แต่ คุณตรีนุช อิงคุทานนท์ Content Creator จากรายการ KEY MESSAGES สำนักข่าว THE STANDARD ยืนยันว่า “งานที่ดีไม่จำเป็นต้องสั้นเสมอไป” แต่อยู่ที่การสร้างอิมแพ็คหรือผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ครีเอเตอร์ยุคใหม่จึงไม่ควรติดกับดักการทำคอนเทนต์ฉาบฉวยเพื่อเรียกยอดวิวเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการ “ออกแบบความคิด” ให้กับผู้คน

คอนเทนต์ที่ทรงพลังและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง จึงไม่ใช่การชี้นำว่าต้องเชื่อในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่คือการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่นำเสนอความจริงหลายด้านอย่างปราศจากอคติ โดยให้ความสำคัญกับความรอบด้านของข้อมูลมากกว่าเพียงความเร็วหรือความสั้น เพื่อชวนให้คนดู “ตั้งคำถาม” ต่อสิ่งที่เห็นและเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ก็จะช่วยสร้างคุณค่าและความน่าเชื่อถือให้แก่คอนเทนต์ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

พลังของ “ต่อมเอ๊ะ” ในโลกของ Fake News

ปัญหาใหญ่ของวงการสื่อไทยที่ คุณระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ชี้ให้เห็นคือ การแพร่ระบาดของข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ (Fake News) ที่ถูกออกแบบเพื่อเรียกยอดการมีส่วนร่วม สร้างรายได้ หรือหวังผลทางการเมือง โดยอาศัยหลัก “ความเชื่อเชิงชนเผ่า” ซึ่งทำให้มนุษย์พร้อมจะเชื่อข้อมูลที่ตรงกับความรู้สึกหรือความเชื่อส่วนบุคคล เช่น เรื่องลี้ลับหรือตำนานท้องถิ่น แม้ข้อมูลนั้นจะไร้หลักฐานรองรับก็ตาม เมื่อประกอบกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เน้นความเร็วและดราม่า ข่าวปลอมจึงกระจายตัวได้ไกลและเร็วกว่าความจริง

ในอนาคต “จริยธรรม” จะถูกยกระดับสู่ “มาตรฐาน” ที่ครีเอเตอร์ต้องมีเพื่อความอยู่รอด เช่น จีนที่บังคับให้ครีเอเตอร์สายเฉพาะทาง (การเงิน, กฎหมาย, สุขภาพ) ต้องมีใบอนุญาตวิชาชีพยันยืนตัวตน หรือแม้แต่ในไทยเองที่ตลาดหลักทรัพย์เตรียมปรับเกณฑ์ควบคุม “ฟินฟลูเอนเซอร์” (Finfluencer) เพื่อยกระดับความถูกต้องของข้อมูลด้านการลงทุน

ดังนั้น ในฐานะผู้รับสาร การมี “ต่อมเอ๊ะ” จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีในยุคที่ข่าวปลอมแพร่ระบาดได้ง่าย ในขณะที่ผู้ผลิตคอนเทนต์จำเป็นต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) เพื่อนำความรู้ลึกรู้จริงมานำเสนอ ซึ่งจะช่วยสร้างฐานผู้ติดตามที่เหนียวแน่นและยั่งยืน

ดาต้าคือพลังในการเปิดประตูความจริง

ความท้าทายที่สำคัญอีกประการคือการเข้าถึงข้อมูล คุณธนิสรา เรืองเดช CEO & Co-Founder จาก Punch Up ได้ให้มุมมองว่าสื่อไม่ใช่เสียงของประชาชนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะปัจจุบันประชาชนแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่ของตัวเองได้หากมีข้อมูลที่มากพอ หน้าที่ของครีเอเตอร์ยุคใหม่จึงกลายเป็นการอำนวยความสะดวกในการย่อยข้อมูลยาก ๆ ให้สังคมทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเรื่องการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐ (Open Data) สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปิดเผยข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นมาสื่อสารให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้รับสารนำไปใช้ตัดสินใจหรือตั้งคำถามต่อได้ ซึ่งการทำให้คนเข้าถึงความจริงได้รอบด้านจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการได้ข้อมูลเพียงด้านเดียว

ดาต้าจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สร้างความน่าเชื่อถือ ครีเอเตอร์จึงต้องรู้จักหยิบยกข้อมูลต่าง ๆ มาย่อยให้ง่ายและถูกต้อง โดยไม่บิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความสนใจ เพื่อให้ผู้ชมมีข้อมูลเพียงพอในการคิดและตัดสินใจเอง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้ในระยะยาว

ทางรอดของว่าที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคใหม่

ทางรอดของสื่อและครีเอเตอร์ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดผู้ติดตามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างนิเวศสื่อที่ไว้ใจได้ (Trusted Media Ecosystem) โดยเหล่ากูรูได้ทิ้งท้ายคาถาสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ Be Productive ขยันพัฒนาผลงานที่มีสาระอย่างต่อเนื่อง Be Trusted สร้างความเชื่อใจผ่านข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างซื่อสัตย์ และ Be Humanized สื่อสารด้วยความเข้าใจและรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

แม้อัลกอริทึมจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดการเข้าถึงเนื้อหา แต่ปัจจัยที่จะสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้ผลิตเนื้อหาคือ “ความจริงใจและความรับผิดชอบ” ครีเอเตอร์ที่จะอยู่รอดได้จึงไม่ใช่แค่คนที่วิ่งตามกระแสได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่สามารถเปลี่ยนจำนวนผู้รับชมให้เป็นความเชื่อถือ ผ่านการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง และเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นฐานแฟนคลับที่เชื่อมั่นในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะไม่ว่าพฤติกรรมการเสพสื่อจะเปลี่ยนไปแค่ไหน “ผู้รับสารจะยังมองหาความจริงจากผู้ผลิตสื่อที่ไว้วางใจได้เสมอ”

ปวีธิดา อโนมกิติ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)